sineni
Contact Card

 

ความรักเป็นสิ่งสวยงามเสมอ ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด เราก็มีความรักได้

ความรักไม่ยึดติด ไม่หวงแหน

ความรักคือการให้โอกาส ให้อภัย และไม่เห็นแก่ตัว

รักนะ...อู๊ด อู๊ด

 

 

sineni
เพศ หญิง
เข้าระบบล่าสุด 06-09-2008 08:56:40
พระนครศรีอยุธยา | ไทย
ติดต่อ sineni ที่นี่เลย
น่าสนใจ
 


Blog Tags
สัญลักษณ์ของ tags ใน Kapook Planet ทั้งหมด ()
สัญลักษณ์ของ tags ใน Kapook Planet บทความ (16)
สัญลักษณ์ของ tags ใน Kapook Planet Love (10)
สัญลักษณ์ของ tags ใน Kapook Planet กลอน (5)
สัญลักษณ์ของ tags ใน Kapook Planet คำคม (2)
สัญลักษณ์ของ tags ใน Kapook Planet sine (1)
สัญลักษณ์ของ tags ใน Kapook Planet เพลงตามอารมณ์ (1)
สัญลักษณ์ของ tags ใน Kapook Planet กลอ (1)
สัญลักษณ์ของ tags ใน Kapook Planet ทะเบียนรถ (1)
สัญลักษณ์ของ tags ใน Kapook Planet เพลงที่ชอบ (1)
สัญลักษณ์ของ tags ใน Kapook Planet line (1)



Blog    
บล็อค ทั้งหมดของ sineni
6 ก.ย. 2551 09:00:23
"Bad day is just a day" 

ไม่ต้องกลัวหรอกว่าวันร้ายๆ จะอยู่กับเรานาน

ตราบใดที่โลกยังหมุนอยู่ตลอดเวลา

ทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาก็จะต้องผ่านไปทั้งนั้น



จะเป็นไรไป หากชีวิตจะมีวันร้ายมากหน่อย

วันดีน้อยหน่อย ดีเสียอีกที่เป็นอย่างนี้

เราจะได้เรียนรู้คำว่า "ชีวิต" ได้อย่างเต็มที่

ให้คุ้มค่ากับที่ได้เกิดมาเป็นคน




 "Call of miss"

แค่ครั้งเดียวที่เราได้โทรหาใครบางคน

อาจทำให้หัวใจเปี่ยมล้นด้วยกำลังใจไปอีกยาวนาน

บางที call of miss ครั้งนี้อาจทำให้เช้าวันต่อไปของเรา

เป็นเช้าที่สวยงามที่สุด

ในรอบหลายๆปีที่ผ่านมาก็ได้




 "ความเหงา...ไม่เคยทำร้ายใคร"

ความเหงา...มีสิ่งดีๆ บางอย่างซ่อนอยู่

ถ้าหากเราเรียนรู้ที่จะอยู่กับความเหงาให้เป็น

เราก็จะได้เห็นสิ่งนั้น



ความเหงา... เพียงต้องการให้เราลองฝึกที่จะอยู่กับตัวเอง

เพราะถ้าเราอยู่กับตัวเองยังไม่ได้

จะอยู่กับใครก็ไม่มีความสุข 




 "หลักไกลจากคนที่ทำให้เรารู้สึกไร้ค่า"

ดอกไม้ที่งดงาม...ต้องถูกปักลงในแจกันที่เก่ากรุ

ความงดงามของดอกไม้นั้น... ก็อาจเลือนหายไป

หากเราเชื่อมั่นในคุณค่าของตัวเอง

เราก็จะเป็นดอกไม้ที่งดงามที่สุดได้..แม้ไม่ต้องมีแจกัน




 "ให้อภัย... ง่ายที่สุด"

ความโกรธ...ก็เหมือนกับไฟร้อนที่สุมอกเรา

ถ้าไม่รีบเอาน้ำมาดับเสีย..ใจเราคงมอดไหม้ไปในที่สุด

โกรธไป ก็เปลืองใจ

แก้แค้นไป ก็เปลืองเวลา

ให้อภัยเสียดีกว่า เพื่อตัวเราเอง




 "อ้อมกอดของตัวเอง"

จะหากำลังใจจากใครนั้น...แสนยากลำบาก

เห็นจะมีแต่กำลังใจจากตัวเองนี่แหละ ที่พร้อมใช้งานเสมอ

เข้มแข็งเสียทีแล้วจะรู้ว่าโลกนี้ไม่โหดร้ายเลย

Tags: บทความ
ผู้ชม (75)    แสดงความคิดเห็น (0)

6 ส.ค. 2551 19:10:42


          การข่มตาหลับยากเย็นไหมสำหรับคุณ แล้วต้องลำบากอีกหนตอนเปิดตาตื่นใช่หรือไม่ กลางวันเหน็ดเหนื่อย ท้อใจ ทุกข์ใจ กลางคืนกังวล หวั่นไหว ไม่มีความสุข ตื่นก็ร้อน...นอนก็ทุกข์... เป็นเพราะอะไร         


มองหาแต่ความสุข กลับเจอแต่ความทุกข์


          คนเรานี้...ทุกข์เพราะ "ความคิด" ยิ่งกว่าอะไรอื่น บางคนมีชีวิตที่แสนมั่งคั่ง สะดวกสบาย แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความทุกข์ และอาจจะทุกข์มากกว่าคนหาเช้ากินค่ำเสียด้วยซ้ำ ทุกข์เพราะกลัวทรัพย์พร่อง ทุกข์เพราะทรัพย์เพิ่มน้อย เพิ่มช้า น่าผิดหวัง มีทรัพย์แล้วก็อยากมียศ มีเกียรติ มีตำแหน่ง มีคนนับหน้าถือตา ซึ่งหลายอย่างที่ว่ามา บางทีทรัพย์ก็ช่วยไม่ได้


          คนไม่มี...ก็ทุกข์ไปอีกแบบ ทุกข์ว่าพรุ่งนี้จะกินอะไร จะมีเงินเข้ากระเป๋าบ้างไหม จะต้องไปกู้เงินใคร ดิ้นรนแค่ให้ "พอมี" ซึ่งเพียงแค่ "มี" ก็ดีนักหนาแล้ว คนที่ไม่เคยมีจึงเป็นสุขเมื่อ "มี" คนที่มี...แต่ไม่เคยพอ จึงต้องทุกข์เพราะรอให้ "มีพอเท่าที่ใจอยากมี"


ให้ใจเดินตาม อย่าเดินตามใจ


          ใจ...เป็นที่อยู่ของความอยาก ซึ่งหากไม่ได้รับการฝึกฝน ควบคุม ความอยากจะกลายเป็นใหญ่ แล้วใจจะกลายเป็นทาส อยากกิน จึงกินแบบไม่รู้อิ่มรู้พอ อยากสบาย จึงเลือกที่จะทำอะไรก็ได้ โดยไม่ต้องแยกแยะถูก-ผิด ควร-ไม่ควร ดีหรือไม่ดี อยากดัง จึงทำทุกวิถีทางโดยไม่เลือกวิธี ฯลฯ


          ไม่มีอะไรน่ากลัวเท่า "ความอยาก" นี้ หากใจไม่รู้เท่าทันความอยาก ก็ยากที่จะควบคุมการกระทำ (แล้วความอยากจะควบคุมแทน) การกระทำที่ขาดความควบคุม ขาดความยับยั้งชั่งใจ ทำไปอย่างที่ใจมันอยาก โดยปราศจากการไตร่ตรอง ไม่มีใจคอยกรองหรือระงับยับยั้ง ย่อมเหมือนกับรถที่ห้อตะบึงไป โดยไม่มีพวงมาลัยและคนขับ จึงเพียงแต่พุ่งไปตามแรงดันของเครื่องเท่านั้น 


ฝึกสติไว้ควบคุมใจ...ย่อมไม่ห่างไกลจากปีติสุข


          ความคิดที่มีสติกำกับจะนำไปสู่การกระทำที่มีสติกำกับเหมือนรถแม้แล่นเร็วรี่ แต่ก็ไปอย่างที่มีคนขับ มีพวงมาลัยที่สามารถหักเลี้ยวให้ไปตามเส้นทางที่ควรจะไป จะช้าหรือเร็วเพียงใดก็สามารถควบคุมให้อยู่บนทางที่ถูก ที่ควร


          ความคิดที่มีสติกำกับ จะไม่พาใจกวัดแกว่งไปกับความชอบหรือไม่ชอบ หรือขึ้น-ลง ฟู-แฟบ ตามสิ่งที่มากระทบ แต่จะมั่นคงบนหนทางของความถูกต้อง หรือวิถีแห่งธรรมนั่นเอง วิถีแห่งธรรมมีอยู่แล้ว หากแต่เราเท่านั้น ที่ไม่สามารถคุมตนให้ดำเนินไปบนวิถีแห่งนี้ได้อย่างมั่นคง เพราะกิเลส หรือความชอบความไม่ชอบ มักกวักมือเรียกให้วอกแวกจนเถลไถลไปนอกเส้นทาง


จับจิตมาฝึกใหม่...เพื่อให้ใจนั้นหมดจด


          พุทธศาสนสุภาษิตบทหนึ่ง แปลความได้ว่า "การฝึกจิตที่ข่มยาก ที่เบา มักตกไปในอารมณ์ที่น่าใคร่ ย่อมเป็นความดี เพราะว่าจิตที่ฝึกดีแล้ว นำสุขมาให้"


          "จิตที่ข่มยาก" หมายความว่า จิตเป็นสิ่งที่บังคับยาก ไม่อยู่ในอำนาจใครง่ายๆ เปรียบกับคนก็คือคนดื้อ ยากแก่การสั่งสอนอบรม เพราะไม่ยอมทำตาม ไม่เชื่อฟัง ค้าน และคอยแต่จะโต้เถียง


          "จิตที่เบา" มักตกไปในอารมณ์ที่น่าใคร่ หมายความว่า จิตนั้นอ่อนแอ พ่ายแพ้ง่ายต่ออารมณ์ที่น่าใคร่ น่าปรารถนา เมื่อพบเห็นสิ่งใดเป็นที่ต้องตาต้องใจ ก็อ่อนแอ ยอมตกอยู่ในอำนาจของสิ่งนั้น ไม่มีกำลังเข้มแข็งพอที่จะพิจารณาให้เห็นความควรไม่ควร จึงถูกเรียกว่า "จิตเบา" หรือ "จิตอ่อน"


          แต่ไม่ว่าจิต (หรือใจ) จะเป็นสิ่งที่บังคับยากหรืออ่อนแอเพียงไรก็ตาม ผู้มีปัญญาย่อมสามารถแก้ไขได้ สามารถบังคับจิตตนเองได้ สามารถแก้จิตที่อ่อนให้เป็นจิตที่เข้มแข็งได้ สำคัญที่ว่าต้องมีปัญญาเพียงพอ จึงจะมีความเข้มแข็งเพียงพอ ที่จะเอาชนะจิตที่ดื้อ ที่ข่มยาก ที่เบาได้ ปัญญาต้องเพียงพอ ความเข้มแข็งต้องเพียงพอ ต้องทันกับจิต ไม่เช่นนั้นก็จะเอาชนะจิตไม่ได้ จิตก็จะเป็นฝ่ายชนะ


          จิตที่ว่าอ่อนแอนั้น มีความอ่อนที่เป็นภัยอยู่ เพราะอ่อนให้กับความไม่ดีไม่งามทั้งหลาย ไม่อ่อนให้แก่ความดีงาม  ตรงกันข้าม จิตที่อ่อนจะแข็งกับความดีงามอย่างยิ่ง มักดื้อดึงไม่ยอมทำตาม เพราะความดีงามทำยาก ลำบาก และขัดกับความต้องการอย่างหยาบๆ ของจิตอยู่เสมอ ต้องให้ความดีงามที่ประกอบด้วยปัญญา ประกอบด้วยความเชื่อมั่น และความศรัทธาอย่างจริงจังมาช่วยข่ม เพื่อเข้าสู่การตระหนักรู้และปีติว่า การข่มจิตให้ลงอยู่ใต้อำนาจของความดีของความถูกต้องนั้น เป็นการดี เป็นเรื่องดี เป็นสิ่งที่สมควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง


ฝึกจิต-ครองใจ...ความดีง่ายๆ ที่ต้องลงมือทำ


          การฝึกจิตหรือการข่มจิต นับเป็นความดีประการหนึ่งที่พึงกระทำ เพราะถ้าทำได้สำเร็จ ก็จะมีความสุข สมดั่งพุทธศาสนสุภาษิตที่ว่า "จิตตัง ทันตัง สุขาวะหัง จิตที่ฝึกดีแล้ว ย่อมนำความสุขมาให้" ฉะนั้น ยิ่งฝึกจิตข่มจิตได้ดีเพียงใด ก็จะยิ่งมีความสุขเพียงนั้น


มองความสุขให้ถูกจุด


          ความจริงมีอยู่ว่า ความสุขของทุกคนไม่ได้เกิดแต่สิ่งอื่น หรือเกิดในที่อื่นๆ แต่เกิดแต่จิต (หรือเกิดที่ใจ) ของตนเท่านั้น ที่เข้าใจว่าความสุขอยู่ที่นั่นอยู่ที่นี่ ความสุขอยู่ที่คนนั้นอยู่ที่คนนี้ หรือความสุขขึ้นอยู่กับสิ่งนั้นสิ่งนี้ นั่นเป็นความเข้าใจผิด ที่จริงความสุขเกิดแต่จิต ความสุขอยู่ที่จิต ถ้าจิตไม่เป็นสุขแล้ว ผู้อื่นผู้ใด สิ่งอื่นสิ่งใด ก็หาทำให้จิต (หรือใจ) เกิดสุขได้ไม่


          เงินทองแม้มากมายมหาศาล ยศถาบรรดาศักดิ์แม้ยิ่งใหญ่ บ้านเรือนตึกรามแม้มโหฬาร วงศ์สกุลแม้สูงส่ง ก็ไม่อาจทำให้เป็นสุขได้ ถ้าใจไม่เป็นสุข ถ้าจิตรุ่มร้อน เป็นทุกข์ ก็ย่อมไม่มีความสุขอย่างแท้จริงได้ 


          จิต (หรือใจ) ที่ถูกเร้าให้ร้อนอยู่ด้วยเปลวเพลิงแห่งกิเลส อยู่ในอาณัติของรัก โลภ โกรธ หลง เป็นสำคัญ  ดิ้นหลุดไปเป็นอิสระไม่ได้ ย่อมอยู่ห่างไกลจากสุขที่แท้ มีสุขแบบวูบๆ วาบๆ เป็นสุขแค่ชั่วครู่ชั่วยาม แล้วก็กลับมากระสับกระส่าย ดิ้นรนหาความสุขอื่นๆ ต่อไป


หนีสุขวูบวาบ-ซึมซาบสุขแท้


          สุขวูบวาบที่เกิดเพียงวูบแล้วหายวาบอย่าไปเสพติด อย่าไปมัวเมากับมัน เพราะไม่อยู่กับเรานาน ทำให้เย็นชั่วครู่ แต่ร้อนรนยาวนาน จงหนีความสุขเช่นนี้ให้ไกล สิ่งที่น่ารักกับอารมณ์ที่น่าใคร่ทั้งหลาย ที่มักจะมีอำนาจเหนือ จิตใจที่เบา ที่อ่อนนั่นเอง เป็นเหตุสำคัญแห่งความทุกข์ความร้อนของจิต เมื่อเห็นความจริงนี้แล้ว  ควรจะโอนอ่อนสู่การยินดีที่จะ "อบรมจิต-ฝึกใจ" ของตนให้พ้นจากอำนาจของกิเลส ให้เป็นจิตที่อ่อนต่ออำนาจของความดีงาม แต่ให้หนักให้แข็งต่ออำนาจของความไม่ดีไม่งามทั้งหลาย ที่มักปลุกเร้าเย้ายวน


          เมื่อใดสามารถอบรมจิตได้ ข่มจิตได้ แม้เพียงแค่พอสมควร จูงจิตให้พ้นจากการอ่อนข้อ (หรือโอนอ่อนผ่อนคล้อย) ต่อความชั่วร้าย คือสิ่งที่น่าใคร่น่าปรารถนาพอใจทั้งหลาย แม้เพียงแค่พอสมควร ก็จะได้รู้รสความสุขที่แตกต่างจากความสุขที่เป็นความร้อน เช่นที่พากันเสพเสวยอยู่นี้ ที่พากันหลงติดคิดว่า เป็นความสุขที่น่าพอใจแล้วนี้ จนได้พบความสุขที่น่าปลื้มเปรม ปีติ และน่ายินดีคลอเคลีย...ได้อย่างยั่งยืน


Tags: บทความ
ผู้ชม (73)    แสดงความคิดเห็น (0)

4 ก.ค. 2551 15:22:51
การแสดงอภัยทาน เป็นการชำระใจ แม้จะดูพูดง่ายแต่ก็ทำได้ยาก หากไม่ฝึกทำจนเป็นปกติ เพื่อให้เข้าใจง่ายและอยากทำให้ได้ ขอให้พิจารณาเหตุผลถึงความต่อเนื่องของผลกรรม ที่มีผลข้ามภพข้ามชาติว่า ให้ผลร้ายแรงเพียงใด เป็นไปได้ไหม? ที่เราต้องการยุติการส่งผลของกรรมกับคนนั้นเพียงภพนี้เท่านั้น หรือว่าอยากจะพบอยากจะใช้กรรมกันต่อไป หลายคนที่รักมาก หลงมาก แค้นมากก็ผูกใจเจ็บไม่ให้อภัย ไม่ยกโทษให้ เหมือนการผูกสิ่งที่ไม่ชอบไว้ที่ตนเองตลอดเวลา . . .

การให้อภัยจะช่วยให้สามารถยุติปัญหาต่างๆ ได้ เปรียบเสมือนคนล้างแก้วน้ำให้สะอาด ทำให้เหมาะสมที่จะรองรับน้ำบริสุทธิ์ที่เทลงไปใหม่ ส่วนหนึ่งจากการเทศนาธรรม จัดโดยสำนักพิมพ์ดีเอ็มจี ร่วมกับบริษัท อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิสชิ่ง พระศรีญาณโสภณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก ที่มาเทศน์เรื่องการให้อภัยทาน มีเนื้อหาที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์นำมาปรับใช้ให้ใจเป็นสุข

ให้อภัยเหมือนล้างใจให้สะอาด

     
     การให้อภัยจะช่วยให้สามารถยุติปัญหาต่างๆ ได้ เปรียบเสมือนคนล้างแก้วน้ำให้สะอาด ทำให้เหมาะสมที่จะรองรับน้ำบริสุทธิ์ที่เทลงไปใหม่ เหมือนการโยนของที่ไม่ชอบทิ้งเสียโดยไม่ต้องเสียดาย การให้อภัยคือการแสดงกำลังใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด อภัยทานเวลาจะให้ไม่ต้องไปขอใคร ไม่เหมือนใครมาขอเงินเรา ที่ต้องควักกระเป๋าให้ แต่การให้อภัยไม่ต้องหาจากไหนและไม่รู้สึกว่าเป็นการสูญเสีย

          ขอให้ภูมิใจเมื่อมีใครมาขอโทษ เมื่อมีใครให้อภัยเราหรือเมื่อสำนึกได้ว่าได้ทำอะไรผิดพลาดไปก็ขอโทษกัน การขอโทษหรือการให้อภัย มิใช่การเสียหน้าหรือเสียรู้ มิใช่การได้เปรียบเสียเปรียบแต่อย่างใด หากแต่เป็นการชำระใจให้สะอาด เหมือนภาชนะสกปรกก็ชำระล้างให้สะอาด ใครจะคิดอย่างไรมิใช่ประเด็น แต่สำหรับผู้แสดงออกว่าเราให้อภัยในเรื่องนี้ต่อบุคคลผู้นี้แล้ว นั่นเป็นสิ่งสำคัญเพราะสิ่งนั้นจะถูกบรรจุลงไปในจิตของเรานั่นเอง

          การผูกอาฆาต ความพยาบาท ความอิจฉา โกรธ เกลียด ความคิดแก้แค้น ทิฐิมานะนั้น เป็นเสมือนเชื้อไวรัส อภัยทานคือเครื่องมือแอนตี้ไวรัส ส่วนจิตของเราเหมือนคอมพิวเตอร์ ในชีวิตที่เหลืออยู่นี้อาจจะดูเหมือนยาว แต่มีใครบอกได้ว่าจะอยู่ได้ปลอดภัยถึงวันไหน เราต้องการความทรงจำที่เลวร้าย หรือต้องการความทรงจำที่ดีในชีวิต ต้องการนั่งนอนอย่างมีความสุข มีชีวิตอยู่ด้วยความอิ่มเอิบหรือต้องการมีชีวิตอยู่ด้วยการถอนหายใจ ด้วยความทุกข์และกังวลใจ สิ่งเหล่านี้กำหนดได้ที่ตัวเอง
 

ฝึกใจให้คิดแต่เรื่องดีๆ

          ความคิดเป็นสิ่งที่ทรงพลังมาก
สุขหรือทุกข์ของมนุษย์อยู่ที่วิธีคิด คิดเป็นก็พ้นทุกข์ คิดไม่เป็นแม้แต่เรื่องมิใช่เรื่อง ก็อาจเกิดเรื่องได้ คนเราอยู่ไม่ถึง 100 ปี ทำไมจะเสียเวลามาครุ่นคิดเรื่องไร้สาระ ทำไมจะต้องเสียเวลามาทำเรื่องที่ทำให้เกิดทุกข์ การยอมกันเสียบ้าง ก็เป็นความสุขได้ไม่ยาก เวลาที่โกรธ เกลียด พยาบาทใคร สีหน้าของเราจะเปลี่ยนไปหน้าจะเครียดแดงก่ำ เลือดสูบฉีดเร็ว หัวใจเต้นแรง มือไม้สั่น 

          เวลาโกรธจัดจิตที่ถูกครอบงำโดยอารมณ์ร้าย คือ ความหนักใจ เหนื่อยหอบ ทำอะไรก็เป็นทุกข์ไม่มีความสุข แต่พอได้ยกโทษให้ใครเมื่อหายโกรธเหมือนยกภูเขาออกจากใจ จะรู้สึกทันทีว่ายิ้มได้ มีความสบายใจโล่งโปร่งสบาย คิดแต่เรื่องดีๆ จิตใจก็เบิกบานอิ่มเอิบ ที่สำคัญช่วยทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ผ่องใส

          เราอาจคิดว่าการให้อภัยบ่อยๆ แก่คนบางคน เขาอาจจะไม่ปรับตัว ยังก่อเหตุอยู่เสมอๆ งานก็ไม่สำเร็จ ยังเหลวไหลอยู่เหมือนเดิม นั่นอาจเป็นเหตุผลในการทำงาน แต่สำหรับเหตุผลของใจนั่น เมื่อให้อภัยใจเราก็เบา เพราะหมดห่วง หมดทุกข์ หมดสนิมที่จะมากัดใจให้ผุกร่อน วิธีคิดมีความสำคัญมากสำหรับชีวิตของคน เรามักได้ยินเสมอว่า แพ้หรือชนะอยู่ที่กำลังใจ แท้จริงแล้วคำว่ากำลังใจก็คือวิธีคิดนั่นเอง พลังที่ยิ่งใหญ่ของมนุษย์คือการที่ใจมีกำลัง และเป็นกำลังจากความคิดที่ดี

          มนุษย์จึงต้องสร้างกำลังใจให้แก่กันและกัน กำลังใจเป็นสิ่งที่ให้ไม่รู้จักหมด ยิ่งให้คนอื่นได้มากเท่าไร กำลังใจก็จะยิ่งเกิดขึ้นแก่เรามากเท่านั้น เหมือนวิชาความรู้ ยิ่งให้ยิ่งพอกพูน ยิ่งหวงไว้เฉพาะตัวก็ยิ่งหดหาย การให้อภัยแม้ยากแต่หากพยายามทำบ่อยๆ ให้กลายเป็นนิสัย จะเป็นความสุขใจในภายหลังเมื่อย้อนนึกถึง ด้วยเหตุนี้จึงต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดให้ได้ ไม่ให้ใจเป็นถังขยะแต่ให้ใจเป็นหิ้งบูชาพระที่งดงามทุกวัน ด้วยการมองแต่เรื่องดีๆ ของคนให้พบ มองบวกคิดบวกพูดบวก เพราะการทำอะไรเป็นบวกจะทำให้ได้กำไรใจสบาย

ศัตรูก็ควรให้อภัย

          เคยไหมบางคนไม่รู้จักกันมาก่อน แต่พอเห็นหน้าจะรู้สึกไม่ชอบทันที
จะพูดจะทำอะไรดูเกะกะน่ารำคาญไปหมด แม้แต่ความรู้สึกที่เขามีต่อเราก็เช่นเดียวกันนั่นเป็นเพราะอดีตเราไม่ยอมให้อภัยต่อกัน การที่ไม่ยอมให้อภัยเหมือนเราไม่ยอมล้างสิ่งสกปรกออกจากร่างกาย แม้จะไปที่ไหน สวมใส่เสื้อผ้าชนิดใด งามแค่ไหน ร่างกายของเราก็ยังคงสกปรกและตามไปทุกหนทุกแห่ง การให้อภัยเปรียบเหมือนการอาบน้ำชำระร่างกาย

          ท่านอาจลืมคิดไปว่าลูกหลานที่เกิดมาแล้วผลาญทรัพย์ทำลายชื่อเสียง ทำให้พ่อแม่เดือนร้อนนอนทุกข์นั้น แท้จริงก็คือศัตรูในชาติที่แล้วที่ไม่ได้อโหสิกรรมแก่กัน กรรมจึงติดตามกันมาเห็นผลถึงชาตินี้ บางทีคนที่เขาโกรธเราหากเราไม่โกรธตอบ ก็จะไม่เป็นการตอบรับกระแสกัน เหมือนโทรศัพท์ถึงกัน ถ้าอีกฝ่ายไม่เปิดโทรศัพท์รับ ฝ่ายที่โทร.ถึงก็หมดสิทธิจะคุยกันเพราะกระแสไม่ถึงกัน การตอบรับซึ่งกันและกันหากเป็นความโกรธ ความแค้น สิ่งที่จะตามมาก็คือการรับรู้และเก็บอารมณ์ทั้งโกรธและเกลียดไว้ด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย

          เมื่อรู้แล้วก็ควรสละอารมณ์นั้นด้วยตัวเราก่อน เพื่อป้องกันจิตมิให้เป็นทุกข์เพราะคนนั้นเป็นเหตุ คิดเสียว่าเขาไม่ได้อยู่ในโลกนี้ ไม่ไปยึดเป็นรักเป็นชัง ก็เมื่อแม้แต่รักพระท่านยังสอนให้ละทิ้ง เพื่อมิให้ยึดติด แล้วทำไมเราจะยังมองเห็นโกรธแค้นเป็นสิ่งที่จะต้องยึดมั่นอยู่ได้ ดังนั้น วิธีการแผ่เมตตาท่านจึงสอนไม่ให้คิดว่าเป็นคนที่รักหรือชัง หากแต่ให้คิดว่าเป็นสรรพสัตว์ที่เป็นเพื่อนร่วมทุกข์เกิดแก่เจ็บตาย ร่วมโลกเดียวกันการคิดเช่นนี้เป็นการปรับอารมณ์ให้สมดุลไม่เลือกที่รักมักที่ชัง

แผ่เมตตาให้สัตว์ที่กินเป็นอาหาร

        
  เจ้ากรรมนายเวร คือ สัตว์น้อยใหญ่ที่เรากินเป็นอาหาร ไม่ว่าจะเป็นหมู เนื้อ ไก่ เป็ด ปลา กุ้ง หอย ต่างๆ นับตั้งแต่เกิดจนถึงปัจจุบันนับไม่ถ้วนกี่ร้อยกี่พันชนิด เนื้อหนังมังสาของเรา อวัยวะทุกส่วนล้วนแล้วแต่มีหุ้นส่วนของสัตว์น้อยใหญ่ทั้งสิ้น อย่าคิดว่าเป็นของเราคนเดียวแล้วไม่เคยแผ่เมตตาให้สัตว์น้อยใหญ่ ที่เรากินเข้าไปทุกวันๆ ทั้งๆ ที่เขาสละชีวิตของเขาเพื่อต่อชีวิตเราให้ยาวออกไป 

          หากเขารู้สึกน้อยใจที่ถูกเพิกเฉย ความน้อยใจของเขาบางครั้งทำให้เราเกิดโรคร้าย เช่น มะเร็ง บางคนป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุ หมอก็หาโรคไม่เจอ แต่พอแผ่เมตตากลับหายเรื่องเช่นนี้ มีตัวอย่างให้เห็นมากมาย การแผ่เมตตาให้เขา แท้จริงก็คือแผ่ให้ตัวเรานั่นเองการให้เขาคือการให้เรา เพราะเขาอยู่กับเราเขาคือร่างกายของเรา เขาสละชีวิตเลือดเนื้อมาเป็นพลังงานให้ชีวิตเรา

          การแผ่เมตตาทำได้ง่ายเพียงแต่ให้นึกถึงเขาเสมอๆ คิดถึงความดีของเขาที่ได้ส่งเสริมให้เรามีชีวิตอยู่ การแผ่เมตตาถือเป็นการแสดงความขอบคุณต่อหลายชีวิตที่ถูกปรุงเป็นอาหารอร่อยว างบนโต๊ะอาหารรอเรามาขบเคี้ยว ชีวิตเราถูกเลี้ยงโดยสัตว์อื่นการกินคือการต่ออายุ วันหนึ่งเราต่ออายุ 3 เวลา แต่ละเวลาเราต้องกินอาหารอื่นนับสิบชีวิต

          ขอให้เราฝึกให้อภัยทุกวัน ทำเหมือนที่เราแผ่เมตตาให้แก่สรรพสัตว์ ขอให้เราทำทุกครั้ง ทำเหมือนกรวดน้ำหลังทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้สรรพสัตว์น้อยใหญ่ การให้อภัยแก่ใครนั้นเป็นเรื่องง่ายดาย เป็นเรื่องธรรมดาๆ คือทำได้โดยไม่ต้องฝืนใจทำ

          เมื่อให้อภัยเสียแล้วใครๆ ที่ผูกอาฆาตพยาบาทเราไว้ แรงพยาบาทของเขาก็จะหมดโอกาสติดตามเรา เพราะกรรมนั้นหมดแรงส่ง เนื่องจากเราได้อโหสิเสียแล้ว ยุติสนิมในใจคือความพยาบาทอาฆาตให้หมดสิ้นไปจากใจของเราเสียแต่บัดนี้ 




              

Tags: บทความ
ผู้ชม (82)    แสดงความคิดเห็น (0)

26 มิ.ย. 2551 15:37:56
คนรักกัน อยู่ใกล้กันก็ต้องมีกระทบกระทั่งกันบ้าง ไม่มากก็น้อย อยู่กันไปนานๆความหวานก็เริ่มจืดจาง วันนี้มีวิธีเพิ่มความหวาน กับ "6 ข้อที่ควรนึกถึง เมื่อมีคนรัก"


           นึกถึงสิ่งดีๆ ที่มีให้กันในยามโกรธ : เวลาที่เริ่มโกรธ อารมณ์พลุ่งพล่านเข้าขั้นช้างก็ฉุดไม่อยู่ คนที่จะระงับอารมณ์ความโกรธได้ก็คงมีแต่ตัวคุณเองนั่นแหละ ขอให้คุณพยายามนึกถึงสิ่งที่ดีๆ ที่เราเคยทำให้กันไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาบานปลายไปมากกว่านี้



           หมั่นให้เวลากันและกัน : เวลาเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการมี ความรัก แม้แต่การโทรไปคุยกับเขา หรือเธอเพียงช่วงสั้นๆ แล้วป้อนคำคิดถึงให้กัน



           เวลาคุยกันก็สบตากันบ้าง : ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ ถ้าคุณคุยกับหวานใจ แต่สายตากลับหันไปมองโน่นมองนี่ คำพูดที่คุณพูดมันคงไม่ค่อยลึกซึ้งเท่าไหร่หรอก เลิกทำตัวกล้าๆ กลัวๆ ที่จะสบตากัน แล้วคุณจะรู้ว่า บางครั้งแค่มองตากันอย่างเดียว ก็ลึกซึ้งเกินคำพูดที่เอ่ยแล้ว



           เป็นฝ่ายง้องอนกันบ้าง : ถ้าแฟนของคุณเริ่มมีอาการงอนตุ๊บป่องขึ้นมา ให้รีบง้อเขาซะ สุดแท้แต่ว่าจะง้อยากง้อง่าย



           อย่าให้ความเงียบเกิดขึ้นระหว่างกันเกิน 5 นาที : เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณเล็กๆ บ่งบอกถึงรักที่กำลังจืดจางของคุณ ดังนั้น พยายามเป็นฝ่ายชวนคุย เปิดประเด็นกันบ้างเล็กๆ น้อยๆ



           เปิดเผยตัวเองไว้ : สรุปได้ว่าเรื่องเล็กๆ น้อยๆ นี่แหละที่เป็นสิ่งไม่ควรละเลย นับตั้งแต่เมื่อคุณเริ่มต้นคบกัน คิดซะว่าเป็นเรื่องพื้นฐานง่ายๆ ในการที่จะดำรงความรักของคุณ ให้หวานชื่นอบอุ่นอยู่เสมอเป็นสำคัญ



          เวลามีคนรัก อย่าลืม 6 ข้อนี้นะคะ แล้วคุณจะไม่มานั่งเสียใจภายหลัง

Tags: บทความ
ผู้ชม (147)    แสดงความคิดเห็น (0)

26 มี.ค. 2551 09:20:27
เคยไหม … ? ที่รู้สึกแบบนี้
ความรู้สึกเหนื่อย … ที่ต้องประครองความรัก
ความรู้สึกเหนื่อย … ที่ต้องวิ่งตามเขา
ความรู้สึกเหนื่อย … ที่ต้องทำให้ความรักอยู่ด้วยกัน
ความรู้สึกเหนื่อย … อีกสารพัดกับเรื่องของเขา
Tags: บทความ
ผู้ชม (546)    แสดงความคิดเห็น (1)

หนังสือพิมพ์ | ดูหนัง | โหลดเพลง | เพลง | ฟังเพลง | music | คลิป | มือถือ | ฟุตบอล | งาน | หางาน | ดูดวง | ทำนายฝัน | ดารา | e-card | กลอน | แม่และเด็ก |
ภาพพื้นหลัง | ดาราเกาหลี | รูปการ์ตูน | เกมส์ | เกม | เกมส์ออนไลน์ | ผลบอล | หาเพื่อน | หาเพื่อน msn | แชท | ท่องเที่ยว | ฟังวิทยุ | ดูทีวี | ecard | โค้ดเมาส์ |
astv | รถมือสอง | น่ารัก | คอมพิวเตอร์ | แต่งhi5 | โค้ดhi5 | สกินhi5 | แต่ง hi5 | โค้ด hi5 | ตกแต่งhi5 | เกมส์มือถือ | การศึกษา | มหาวิทยาลัย | แต่งงาน |
dictionary | พระเครื่อง | แมว | สุนัข | forward mail | sex | สุขภาพ | gadget | iphone | twitter | games | รถ | เนื้อเพลง | การ์ตูน | ดูการ์ตูน | เกมส์ทำอาหาร |
Kapook Planet เป็นบริการพื้นที่สำหรับสมาชิกเพื่อแสดงข้อความและรูปภาพตามเงื่อนไขในการให้บริการ ทาง Kapook.com ไม่สามารถรับรองความถูกต้อง และรับผิดชอบต่อข้อความและรูปภาพเหล่านี้
เนื่องจากไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรองข้อมูลข่าวสารด้วยตนเอง และหากท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม
กรุณาแจ้งที่ webmaster@kapook.com เพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบและทำการลบข้อความนั้น ออกจากระบบต่อไป
Kapook Planet (Online Social Networking) and Kapook KookKik (Mobile Social Networking) are Registered Trademarks