american pitbull หมากล้าหาญ ดุ บ้า ระห่ำ ที่คนทั่วโลกยอมรับ
ประวัติโดยสังเขป

เมื่อกองทัพเยอรมันได้ชัยชนะ และเข้าครอบครองเกาะอังกฤษ พวกเขาได้นำอารยธรรมเข้ามา สร้างถนนหนทาง โบสถ์ ป้อมปราการเมือง ท่อส่งน้ำ วางรากฐานภาษาอังกฤษอย่างที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน และนำกีฬาเข้ามาประเภทหนึ่งด้วยนั่นก็คือ การนำสุนัขมาต่อสู้กับวัว (Bullbaiting) กีฬาชนิดนี้พัฒนามาจากความเชื่อเรื่องการบูชา มิทราส (Mithras) เทพเจ้าแห่งสงคราม ซึ่งจะมีวัวเผือกหนุ่มเป็นสัญลักษณ์ สำหรับการบำรุงจิตใจของผู้ที่อยู่ในสงคราม
ในอดีตกาลนั้นสุนัขพันธุ์ใหญ่ๆ มีอยู่มากมาย และมันจะอยู่ในป่า แต่ต่อมาสุนัขดังกล่าวได้ถูกจับนำมาเพื่อใช้ในการแข่งขันกีฬาชน ิดนี้ เมื่อกาลเวลาผ่านมาชาวโรมันก็ถูกกลืนรวมเข้ากับเผ่าต่างๆ หรือไม่ก็ต้องเดินทางไปรบตามที่ต่างๆ แต่ว่าอารยธรรมและกีฬายังคงอยู่และเจริญรุ่งเรืองอยู่ต่อไป
ในขณะเดียวกันสุนัขก็มีการแบ่งชนิด แบ่งประเภทออกมามากขึ้น เนื่องจากมีการขัดเลือกสายพันธุ์เพื่อใช้ในการกีฬา สุนัขที่แข่งแกร่ง และฉลาดที่สุดเท่านั้นที่จะอยู่รอดจากก ารแข่งขันนี้ได้ หลังจากกาลเวลาผ่านไปหลายศตวรรษจนกระทั่งถึงต้นศตวรรษ ที่ 17 ชนชั้นกลางก็ปักรากฝังลึกในสังคมอังกฤษชนชั้นนี้ได้แก่ พ่อค้า ช่างเงิน ช่างทอง ช่างเหล็ก เจ้าของที่พักโรงแรม ช่างตัดเสื้อ คนทำขนมปัง ฯลฯ ชนชั้นกลางได้เรียนแบบแฟชั่น ขนบธรรมเนียมต่างๆ มาจากพวก ชนชั้นสูง รวมทั้งกีฬาการสู้วัวด้วย ในขณะนั้นมีสุนัขอยู่หลายชนิดด้วยกัน ซึ่งเกือบจะเป็นพันธุ์แท้แทบทั้งสิน ได้แก่ เทอร์เรีย สุนัขตัอนฝูงสัตว์ (Cattle Dog) สุนัขเลี้ยงแกะ (Shepherds) และสุนัขพันธุ์ใหญ่ๆ ได้แก่ บลู ด็อก (Bull Dog) และมัสตีฟฟ์ ซึ่งในสมัยนั้นมีความหมายว่า "สุนัขพันธุ์ใหญ่"
นอกจากนั้นยังมี บูล พอล (Bull Paul) ที่น่าสะพรึงกลัวจาก สก็อตแลนด์ และอะลอนท์จากไอร์แลนด์ที่ดุร้ายพอๆกัน สุนัขชนิดต่างๆเหล่านี้ ถูกนำมาผสมพันธุ์กับสุนัขที่ยิ่งใหญ่ในอังกฤษ ลูกหลานที่ได้จากการผสมพันธุ์ดังกล่าวนั้น จึงได้กลายเป็นนักสู้วัน เมื่อถึงคริสศตวรรษที่ 18 ผลจากการผสมพันธุ์ทำให้ได้สุนัขที่มี ขนาดใหญ่ ขายาว น้ำหนักตั้งแต่ 80-90 ปอนด์ ลองนึกดูว่าสุนัขที่ไม่ได้รับอาหารตามเวลานั้นมันจะดุร้ายขนานไ หนขณะที่สู้กับวัวกระทิง



ต้นศตวรรษที่ 18 เป็นระยะเสื่อมสำหรับชนชั้นกลาง การหาวันกระทิงเพื่อกีฬาโบราณชนิดนี้ กลายเป็นสิ่งที่ยากล ำบากขึ้น จนกระทั้งเสื่อมความนิยมไปในที่สุด และใน ค.ศ.1835 กีฬาชนิดนี้จึงถูกยกเลิกไปอย่างเป็นทางการ
อย่างไรก็ตาม มีผู้ที่สนใจพัฒากีฬาแบบใหม่ขึ้นมา ซึ่งไม่ใช้ทุกรอนอะไรมากมายนัก นั้นก็คือ การนำสุนัขมาต่อสู้กันเอง ขณะนั้นยังมีสุนัขตัวใหญ่ที่ดุร้ายหลงเหลือจากการสู้กับวัวกระท ิงอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ว่าสุนัขเหล่านี้ไม่มีความคล่องแคล่ว ว่องไว ปราดเปรียว เพียงพอที่จะทำให้กีฬาชนิดนี้มีความสนใจขึ้นมาได้
มีชนชั้นอีกชนชั้นหนึ่ง ที่เรายังไม่ได้กล่าวถึงนั้นก็คือ ชนชั้นต่ำ พวกคนจน คนที่ต้องผจญภัยกับพวกสัตว์ร้าย ที่เข้ามาทำรายข้าวของชนิดหนึ่งมาตลอดเวลา นั้นก็คือ "หนู" พวกเขาพบว่าสุนัขพันธุ์หนึ่ง ที่สามารถจะปราบหนูเหล่านั้นได้ นั้นก็คือ "เทอร์เรีย" ขณะนั้นชนชั้นสูง และชนชั้นกลางพัฒนาสุนัขเพื่อการกีฬา คนจนก็ได้ปรับปรุงพันธุ์เทอร์เรีย เพื่อความอยู่รอดของตัวเอง เทอร์เรีย ซึ่งตัวเล็ก คล่องแคล่วกำลังดี หาอาหารกินเอง จากการที่มีหน้าอกกว้างทรงพลัง ทำให้มันสามารถที่จะขุดไล่หนูออกมาจากรูได้ บรรดามาจิ้งจองที่เข้ามาขโมยกินลูกไก่ หรือหนู ต่างก็ต้องตกเป็นเหยื่อของเทอร์เรีย
การแข่งขันสำหรับเทอร์เรียนั้นก็คือ "การแข่งขันจับหนู" (Ratting) ก่อนอื่นจะมีการจับหนูมาใส่เอาไว้ในกรง ขุดหลุม แล้วก็วางเดิมพัน จากนั้นจึงปล่อยสุนัขและหนูลงในหลุม เทอร์เรียที่สามารถจะจับหนู และฆ่าหนูได้มากที่สุดนั้น คือผู้ชนะ ส่วนเจ้าของก็จะกลับบ้าน พร้อมกับเหรียญเงินเต็มกระเป๋าของเขา เทอร์เรียได้รับการพัฒนาขึ้นมาหลายชนิด ในที่นี้เราจะขอกล่าวถึงเพียงที่สำคัญๆเท่านั้น อิงลิช ไวท์ เทอร์เรีย (English White Terrier) ซึ่งมันได้สูญพันธุ์ได้ช่วงต้นศตวรรษ ที่ 19 นั้น มีลักษณะที่คล้ายคลึงกับ แมนเชสเตอร์ เทอร์เรียในปัจจุบัน แต่ศรีษะดูจะใกล้เคียงกับทางอเมริกัน (พิท) บูล เทอร์เรีย แต่ อิงลิช ไวท์ เทอร์เรีย เป็นนักสู้ตัวยง แต่อาจจะไม่เท่าชนิดสีน้ำตาล-ดำ (Black and Tan) ซึ่งสืบต่อมาเป็น แมนเชสเตอร์ เทอร์เรีย นอกจากนี้แล้วก็ยังมี ฟ็อกซ์ เทอร์เรีย (Fox Terrier) ซึ่งจะมีขนาดที่ใหญ่กว่าเล็กน้อย และเก่งในการจับ และฆ่าสัตว์ใหญ่กว่าที่มาลักขโมยอาหารของพวกชาวนา
ไม่มีใครทราบได้ว่าผู้ใด ที่เป็นต้นคิดในการนำ บลู ด็อก (Bull Dog) มาผสมกับเทอร์เรีย ที่คล่องแคล่วว่องไว แต่ว่าผู้ที่สามารถผสมพันธุ์ทั้งสองชนิดได้สำเร็จได้ก็ คือพวกคนงานเหมืองถ่านหิน และคนงานในโรงงานเหล็กในบริเวณ สแตฟ ฟอร์ดเชียร์ ในภาคกลางของอังกฤษ โดยเรียกสุนัขเหล่านี้ว่า บูล - แอนด์ เทอร์เรีย (Bull And Terrier)
บูล แอนด์ เทอร์เรียได้รับความนิยมขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ในหมู่คนที่ชอบกีฬา เนื่องจากมีขนาดกะทัดรัด สามารถที่จะอุ้มมันไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวก กินไม่จุ และ ให้โอกาสผู้ที่โปรดการกีฬาเข้ามามีส่วนร่วมด้วย ในขณะเดียวกันก็จะมีการตั้งกฏเกณฑ์ต่างๆ กันขึ้นมา โดยใช้เกีรยติเป็นประกัน ลักษณะประการสำคัญของพันธุ์ใหม่นี้ก็คือ ต้องชอบคนตามแบบของเทอร์เรีย ซึ่งทำให้เจ้าของสามารถที่จะไปอยู่ในที่แข่งขันได้ โดยจะใช้มือและเสียงกระตุ้นสุนัขของตน ข้อนี้รู้สึกว่าจะแตกต่างจากการสู้กับวัวกระทิง ซึ่งจะจำกัดบทบาทของเจ้าของ ปล่อยให้คนดูเป็นกองเชียร์เท่านั้น
ในสมัยต้นๆ กีฬาชนิดนี้จะแข่งขันกันตามสนามสู้วัวเก่าๆ มุมถนน โรงนาต่างๆ ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้เอง ชนชั้นกลางเริ่มมีบทบาทในสังคมมากขึ้นอีกครั้งหนึ่ง และหันมาชอบกีฬาชนิดใหม่นี้ และบูล แอนด์ เทอร์เรีย ไม่นานนัก ตาม (Pub) และทีพักริมทางแทบทุกแห่งก็จะมี "สนามประลอง" ข้างๆห้องบ้างหรือในห้องโถงบ้าง ตามแต่ขนาดและ สถานที่ สนามประลองเหล่านี้จะเรียกกันว่า "พิต" หรือ "หลุม" (Pits) ซึ่งเป็นคำเรียกที่ได้มากจากการ กีฬาการจับหนู ของชนชั้นต่ำ การต่อสู้ประลองกำลังก็เรียกว่า "พิตติ้ง" (Pitting) ส่วนผู้ชนะ (สุนัข) จะเรียกกันว่า "พิต ด็อก" (Pit Dogs) ในสมัยนั้นการอุ้ม บูล แอนด์ เทอร์เรีย เดินไปในเมืองจึงถือว่าเป็นสิ่งที่ โก้เก๋ เมื่อเข้าไปในบาร์แล้วทุกๆคนสามารถที่จะมาพินิจติชมสุนัขตัวนั้ นๆได้ และลงมือวางเดิมพันกัน โดยเจ้าของบาร์หรือ เจ้าของที่พักริมทางจะเป็นผู้ที่ถือเงินเดิมพันเอาไว้ขณะเดียวก ัน บลู ด็อก (Bull Dog) พันธุ์เดิมก็หาอยากขึ้นทุกที เนื่องจากถูกนำมาเป้นพ่อพันธุ์เพื่อผลิดพันธุ์ใหม่ๆที่คล่องแคว ่วว่องไวมากขึ้น น้อยคนนักที่จะอุทิศตนให้กับการเก็บรักษาพันธุ์นี้ไวตามแนวทางข องชาวโรมันโบราณ คนเหล่านี้ก็ได้แก่ เจ้าของที่ดิน ซึ่งพอจะมีอำนาจการเงินเพียงพอ ที่จะนำสุนัขพันธุ์ใหม่ๆมาจากจีน ซึ่งสร้างความตื่นเต้นฮือฮาในหมู่ผู้สูงศักดิ์ในสมัยนั้นเป็นอย ่างยิ่ง นั่นก็คือ ไชนิส ปั๊ก (Chinese Pug) จากนั้นคนกลุ่มนี้ก็ค่อยๆพัฒนาพันธุ์ใหม่ โดยนำ บลู ด็อก มาผสมกับปั๊กและ ให้กำเนิดพันธุ์ขาสั้น หางม้วน ลำตัวกว้าง ซึ่งเรียกว่า บลู ด็อก (BullDog) ในปัจจุบัน

บลูแอนด์ เทอร์เรีย จากสแตฟฟอร์ดเชียร์ ได้รัยการยกย่องเรื่อยมาในด้านความเป็นนักสู้และสมรรถนะ อาจจะเป็นเพราะเหตุผลที่ว่าของสังคมชาวเมืองเป็นสังคมที่ผูกพัน กันอย่างแน่นแฟ้น ที่ทำให้สุนัขนี้มีลักษณะแบบฉบับที่แน่นอน ต่อมาจึงมีผู้คนเรียกมันว่า สแตฟฟอร์ดเชียร์ บลู เทอร์เรีย (Staffordshire Bull Terrier) แต่กว่าชื่อนี้จะกลายเป็นชื่อที่ใช้เรียกเป็นทางการก็ล่วงมาถึง ค.ศ. 1953 แล้ว เมื่อสมาคมผู้เลี้ยงสุนัขแห่งอังกฤษยอมรับเป็นพันธุ์แท้
จากนี้เราขอกลับย้อนไปในประวัติศาสร์กันอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้จะเป็นซีกโลกตะวันตก การที่อังกฤษได้อเมริกาและแคนาดาเป็นอาณานิคมใน "โลกใหม่" นั้น เทอร์เรียเป็นที่ต้องการมากเท่ากับ "โลกเก่า" (ยุโรป) ไม่ว่าผู้ใดจะไปตามที่ใดก็มักจะพาสุนัขไปด้วย นอกจาดนี้การใช้ บลู ด็อก ดุร้ายเพื่อพิทักษ์ป้องกันตนเองจากกานปล้นสะดมแล้ว ผู้คนเหล่านี้ยังต้องการสันทนาการ และนำสุนัขมาใช้ในการกีฬาด้วยเช่นกัน เมื่อกาลเวลาผ่านไป บลู แอนด์ เทอร์เรียชนิดหนึ่งก็พัฒนาขึ้นมาโดยมีกระดูกใหญ่กว่าและน้ำหนัก มากกว่าญาติชาวอัวกฤษของมัน
หลังจากสงครามกลางเมืองไม่นานบรรดาพ่อค้า กลาสี คนค้าขายได้นำสุนัขอังกฤษเข้ามาในอเมริกา และกีฬาการจัยสุนัข มาต่อสู้กันก็แพร่หลายไปในเมืองต่างๆ บลู แอนด์ เทอร์เรีย จากอเมริกาและจากอังกฤษจึงมีการผสมข้ามพันธุ์กัน และพัฒนาคุณลักษณะดีขึ้นเรื่อยๆ จากความพยามของผู้โปรดปรานกีฬาชนิดนี้
ซี. บี. เบ็นเน็ทท์ ผู้โด่งดังในฐานะนักกีฬาผู้รักสุนัขและนักผสมพันธุ์สุนัขคนหนึ่ ง ได้จัดทำหนังสือพ่อพันธุ์ขึ้นมาเล่มหนึ่ง และจัดตั้งสำนักงานจดทะเบียนใน ค.ศ. 1898 เขาเป็นผู้ตั้งชื่อพันธุ์ว่า - เมริกา (พิท) บลู เทอร์เรีย นอกจากนั้นเบ็นเน็ทท์ยังเป็นผู้กำหนดกติกาสำหรับการต่อสู้ระหว่ างสุนัข และตั้งมาตรฐานเป็นทางการ ซึ่งใช้กันมาถึงทุกวันนี้ เบ็นเน็ทท์ เป็นผู้จัดตั้ง ยูไนเต็ด เค็นเนล คลับ (United Kennel Club) ขึ้นเมื่อ 77 ปีก่อน เพื่อรับจดทะเบียน อเมริกัน (พิท) บูล โดยเฉพาะ ต่อมาสมาคมแห่งนี้จึงกลายเป็นสำนักงานทะเบียนใหญ่เป็นอันดับสอง ของอเมริกา
อเมริกัน (พิท) บูล เทอร์เรีย จัดว่าเป็นสุนัขที่มีพละกำลังมากที่สุด เท่าที่มีการพัฒนากันมา ขณะเดียวกันก็มีความจงรักภักดี และมีอารมณ์คงที่ต่อคน ข้อที่น่าสังเกตของสุนัขพันธ์นี้ก็คือ ประโยชน์ที่มีอยู่หลายด้านด้วยกัน เราต่างก็ทราบถึงความโด่งดังในสังเวียนมาแล้ว ดังนั้นจึงจะกล่าวถึงแต่คุณสมบัติที่ไม่ใคร่จะมีใครทราบกันนัก
ธรรมชาติของ อเมริกัน (พิท) บูล เทอร์เรียนั้นชอบการล่า และได้รับการฝึกหัดมาให้ล่าสิ่งต่างๆ ทุกชนิดตั้งแต่นกไปจนถึงหมูป่า ความกล้าที่ฝังลึก ความทรหดบึกบึน และอดทนต่อความเจ็บปวดได้สูง ทำให้มันทนบาดแผลได้โดยที่ไม่มีเสียงร้องเล็ดลอดออกมาเลยแม้แต่ น้อย ด้วยเหตุนี้จึงไม่ใช่นักสู้แมวป่าหรือว่าหมีที่ดี เนื่องจากมันมักจะกัดชนิดไม่ยอบมปล่อย ซึ่งมักจะนำความหายนะมาสู่ตัวของมันเอง
ไม่มีผู้ใดเคยได้ยินว่า สุนัขพันธ์นี้กัดคนไม่เลือกหน้า มันจะมีความสามารถที่แยกแยะได้ ระหว่างการกร้าวร้าว และการเล่นหยอก ดังนั้นจึงเป็นเพื่อนที่ดีของคนในครอบครัวซึ่งจะทำหน้าที่พิทัก ษ์ปกป้องถ้าต้องการ อเมริกัน (พิท) บูล เทอร์เรียนั้นอดทนต่อเด็กๆ ได้สูงจนน่าแปลกใจ และไม่ถือสากับการที่เด็กๆเล่นแรงๆกับมัน
ลักษณะที่สำคัญที่สุดก็ คือความสามารถในการปรับตัว อเมริกัน (พิท) บูล เทอร์เรีย อยู่ได้ทั้งในอพาร์ทเม้น บ้านต่างระดับแถบชานเมือง ฟาร์ม หรือในคอกสุนัข ขนที่ร่วงนั้นมีปริมาณน้อยมาก ทั้งนี้เพราะว่าขนของมันสั้นมาก การดูแลทำความสะอาดก็มีเพียงดูแลฟันไม่ให้มีคราบ กำจัดเห็บหมัด และสิ่งสกปรกที่หู และฝนเล็บให้เท่านั้น
การต่อสู้รักษาตัวรอดโดยใช้พละกำลัง และไหวพริบมาเป็นเวลาศตวรรษๆที่ได้สั่งสมมา ทำให้สุนัขพันธ์นี้เฉลียวฉลาดมาก เมื่อรวมเข้ากับความพร้อมที่จะเอาใจด้วยแล้ว อเมริกัน (พิท) บูลเทอร์เรีย จึงเป็นสุนัขที่ฝึกง่าย และไม่ใคร่ที่จะลืมส่งที่มันได้เรียนมา นอกจากนี้ยังมีช่วงความสนใจยาวนาน และมีความคิดเป็นของตัวมันเอง ดังนั้นจึงมักจะหักเหลี่ยมลบคมกับเจ้านายของมันบ่อยครั้ง
ในต้นศตรววษที่ 19 อเมริกัน (พิท) บูลเทอร์เรีย เป็นหนึ่งในบรรดาพันธ์ยอดนิยมในอเมริกา ข้อพิสูจน์ประการหนึ่งได้แก่ รูปที่ปรากฏอยู่บนผลิตภัณฑ์ของ อาร์ ซ๊ เอ ซึ่งมุ่งหมายถึงภาพสุนัขที่ ซื่อสัตย์ ภักดีต่อ โท มัส อัลวา เอดิสัน ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 สุนัขพันธ์นี้ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์แทน โอลด์ กลอรี (Old Glory) ธงชาติ สหรัฐอเมริกา ขณะที่ อิงลิช บูล ด็อก ใช้แทนธง " ยูเนียนแจ็ค" และแฟร้นช์ บูลด็อก แทนธง "ไตรคัล เลอร์ (Tricolore) ของฝรั่งเศส ประวัติของสุนัขพันธ์นี้จะสมบรูณ์ไม่ได้เลยถ้าหากไม่ได้กล่าวถึ ง พีต (Pete)สุนัขที่มีวงแหวนรอบตา เพื่อนของเด็กๆ ในเรื่อง "เอาเวอร์ แก็ง" (Our Gangs) พีต เป็นสุนัข สแตฟฟอร์ดเชียร์ เทอร์เรี เป็นตัวแรกที่ขึ้นทะเบียนกับสมาคมผู้เลี้ยงสุนัขแห่ง อเมริกา
ริชาร์ด เอฟ แสตรทตัน นักเขียนชาวอเมริกัน ชึ่ให้เห็นหลักฐานยืนยันเกี่ยวกับ สายเลือดพันธ์นี้ที่อยู่มากมายทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเวลาและการอ้า งอิงด้าน ภูมิศาสตร์ ด้วยเหตุนี้ มัสติฟฟ์ โมลอสซา (Molossa) แบนด็อก (Bando) บูลด็อก (Bulldog) บูลเล็นไบ เซอร์ (Bullenbeiser) แบเร็นไปเซอร์ (Baereenbeiser) บูลพอล (Blue Paul) เร็ด สมัท (Red Smut) และชื่ออื่นมากมาย อาจจะใช้เรียกสุนัขสายพันธ์เดียวกันก็เป็นได้
จุดอ่อนที่สำคัญของความเห็นที่มีอยู่ทุกวันนี้ก็คือ ความคิดเห็นเหล่านี้มาจากข้อเขียนในตอนปลายของ ศตรววษที่ผ่านมานี้เอง ในขณะที่นักเขียนเรื่องสุนักมีจำนวนน้อย และไม่ว่าสิ่งใดที่เขียนออกมานั้นจัดเป็นพยานหลักฐานชนิดคำให้ก ารเท่านั้น ซึ่งโดยทั่วๆไปแล้ว จะเป็นพยานหลักฐานที่อ่อนที่สุด 
ตามที่มีผู้กล่าวว่าเมื่อการสู้วัวกลายเป็นกีฬาที่ผิดกฏหมาย การต่อสู้ระหว่างสุนัขจึงได้กลายเป็นการกีฬาที่นิยมกัน และบูล ด็อกดั้งเดิมนั้นใหญ่เกินไป และไม่คล่องแคล่วว่างไวสำหรับกีฬาชนิดนี้ หลักฐานจากภาพเขียนและภาพแกะสลักที่บ่งบอกว่าการจับสุนัขมาต่อส ู้กันนั้นมีมานานก่อนที่จะมีการสู้วันจะหมดความนิยมไป และบูล ด็อกก็สู้กับสัตว์ป่าได้ทุกชนิด รวมทั้งสิงห์โตด้วย ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันจัดเป็นมือหนึ่งในเรื่องการต่อสู้ระหว่าง สุนัขกับสุนัข ไม่มีเหตุผลใดเลยที่จะทำให้เชื่อได้ว่ามันไม่คล่องแคล่วว่างไว อันที่จริงแล้ว มันควรจะต้องว่องไวอยู่แล้วในการต่อสู้กับวัน
คำกล่าวที่ว่าในบางประเทศ เช่นไอร์แลนด์และอังกฤษ ผู้คนได้เริ่มชอบสุนัขชนิดเล็กๆในการต่อสู้ เพราะอุ้มพาซ้อนง่าย และประหยัดค่าอาหาร นั้นอาจจะเป็นจริงได้ แต่อย่างไรก็ตาม เท่าที่ผู้ผสมพันธ์ต้องทำก็คือ เลือก บูล ด็อก ที่เล็กกว่ามาเป็นพ่อพันธุ์ การผสมข้ามพันธุ์เป็นเรื่องไร้เหตุผลเพราะจะทำให้สูญเสียความเป ็นนักสู้ และความสามารถด้านต่างๆไป
ส่วนการคาดเดา ว่า บูล ด็อกสมัยก่อนถูกผสมข้ามพันธุ์กับปั๊ก ทำให้ได้ลักษณะจมูกย่นไปนั้น ท่านผู้อ่านควรจะทราบว่าแค่เดิมมี บูล ด็อก อยู่สองแบบ แบบที่หนึ่ง นั้นเขาเลี้ยงไว้เป็นสัตว์เลี้ยง อีกแบบหนึ่ง เลี้ยงเอาไว้ต่อสู้ ล่าสัตว์หรือสู้วัว การผสมพันระหว่างทั้งสองแบบอาจจะมีอยู่บ้าง แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ลักษณะจมูกย่นนั้นมีมาเนิ่นนานแล้ว และอาจจะเป็นผลจากการเลือกผสมพันธุ์ ซึ่งเริ่มจากการสุ่มในสุนัขตัวอย่าง.






