เปิดตำนานเทพ ตอน พระพิฆเนศ
ตำนานในลิลิตนารายณ์สิบปาง เล่าว่า พระพิฆเนศวร เป็นเทวฤทธิ์ที่เกิดจากพระอุระของพระอิศวร ในคราวที่เสด็จปราบอสูรพรหมที่เขาไกรลาศ แล้วจึงเสด็จไปรักษาศีลต่อที่เขารัชดากูฏ
ระหว่างนั้นพระอิศวรดื่มพระโลหิตของพระองค์เองจากนิ้วพระบาท แล้วทรงกระทำเทวฤทธิ์ให้บังเกิดเป็นพระกุมารองค์หนึ่งออกจากพระอุระของพระองค์ มี 6 เศียร 12 กร ให้พระนามว่า "พระขันธกุมาร" จากนั้นจึงเสด็จกลับมาประทับยังเขาไกรลาศและประทานนกยูงให้พระขันธกุมารใช้เป็นพาหนะ
ต่อมามีนางอัปสรตนหนึ่ง ซึ่งเป็นบริวารของพระนางลักษมี ทำผิดจารีตธรรมของเทพอัปสร จึงต้องจุติลงไปเกิดเป็นช้างน้ำชื่อ "อสุรภังคี" สร้างความเดือดร้อนไปทั่วทั้งสามโลก พระอิศวรจึงมีดำริให้พระขันธกุมารลงไปปราบ
แต่ก่อนหน้านั้น ต้องมีพิธีโสกันต์(โกนจุก) ให้พระขันธกุมาร พระอิศวรจึงมีเทวโองการให้จัดพิธีนี้ขึ้นที่เขาไกรลาศ และเชิญบรรดาเทพยดานางฟ้า และให้พระนารายณ์มาเป็นผู้เจริญ(ตัด) พระเกศาให้
ครั้นถึงพิธีมงคล พระนารายณ์เกิดบรรทมสนิท แม้เทพเจ้าอื่นไปปลุกอย่างไรก็ไม่ตื่น พระอิศวรร้อนใจด้วยใกล้เวลาเป็นอุดมฤกษ์ จึงมีเทวบัญชาให้พระอินทร์อัญเชิญมหาสังข์ยุทธไปเป่าปลุกให้พระนารายณ์ตื่นบรรทม
เมื่อพระนารายณ์ตื่นขึ้น เห็นพระอินทร์อัญเชิญมหาสังข์พิชัยยุทธมาเป่า จึงรู้ว่ามีเทวบัญชาตามพระองค์ จึงตรัสถามว่า "โลกมนุษย์มีเหตุประการใด"
พระอินทร์จึงทูลความตามที่ได้รับมอบหมายมาว่าจะอัญเชิญเสด็จไปเจริญพระเกศาขันธกุมาร
ด้านพระนารายณ์ซึ่งเพิ่งตื่นบรรทมจึงพลั้งพระโอษฐ์ไปว่า "ไอ้ลูกหัวหาย กำลังนอนหลับ ช่างกวนใจจริงๆ" ด้วยเทวานุภาพของวาจาสิทธิ์นั้น ทำให้พระเศียรของพระขันธกุมารทั้ง 6 เศียรอันตรธานไปทันที สร้างความตื่นตระหนกตกใจแก่ทวยเทพทั้งหลายที่อยู่ในพิธี
ด้านพระอิศวรจึงมีเทวโองการให้พระวิษณุกรรมประสิทธิ์ลงไปยังโลกมนุษย์ เพื่อหาหัวคนที่ถึงแก่ความตายไปแล้ว โดยต้องเอาผู้ที่นอนหันหัวไปทางทิศตะวันตกมาต่อเศียรพระขันธกุมาร
ปรากฏว่าหาไม่ได้เลย พบแต่เพียงช้างแม่ลูกอ่อนสองเชือกนอนหัวหัวไปทางทิศตะวันตก พระวิษณุกรรมประสิทธิ์จึงตัดสินใจนำศีรษะลูกช้างไปแก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้าไปก่อน
พระขันธกุมารซึ่งมีเศียรเป็นช้าง สามารถมองเห็นได้ดังเดิม ว่าแล้วจึงลงมาทำหน้าที่ปราบมารอสุรภังคี โดยสำแดงเดชมีพระวรกาย 4 กร กรหนึ่งทรงบ่วงบาศก์ กรที่สองทรงขอ กรที่สามถือค้อนเล็ก และอีกกรถือเหล็กแดง ทรงมูสิกะ (หนู)เป็นพาหนะ เสด็จไปยังแม่น้ำที่อสุรภังคีสถิตอยู่
ระหว่างการสู้รบ อสุรภังคีและพวกเมื่อสู้ไม่ได้ก็ดำลงไปซ่อนใจกลางแม่น้ำยมุนา พระขันธกุมารพอดีมีศีรษะเป็นช้าง จึงใช้ให้เป็นประโยชน์ สูบน้ำจนแห้งเห็นตัวฝ่ายศัตรูและปราบจนสิ้น
พระอิศวรเห็นว่าพระขันธกุมารมีเศียรเป็นช้างแล้วมีอิทธิฤทธิ์เหมาะสมดี จึงไม่เปลี่ยนพระเศียรไปอีก และประทานพระนามว่า "พระมหาวิฆเนศวร์" หรือพระพิฆเนศวร์ หมายถึงเทวะผู้มีเศียรช้าง
ส่วนอีกตำนานหนึ่งกล่าวไว้ว่าในตำนานฝ่ายไทย ซึ่งเสถียรโกเศศ และนาคะประทีป เล่าไว้ พระพิฆเนศวรเป็นโอรสของพระอิศวรหรือพระศิวะกับพระอุมาหรือพระบารพตี
พระพิฆเนศวรมีชายา 2 องค์ คือพุทธ และสิทธิ (บางคัมภีร์ว่า พระคเณศถือพรหมจรรย์ก็มี) และมีโอรสชื่อเกษมและลาภ ซึ่งเป็นนามมงคลโดยพร้อม ชาวฮินดู ดังนั้นชาวฮินดูจึงเชื่อว่า ใครได้กราบไหว้พระคเณศ จะประสบแต่ความสุขความเจริญเป็นสวัสดิมงคล นอกเหนือไปจากการนับถือเป็นเทพแห่งศิลปวิทยาการ
บางตำนานว่า พระอิศวรและพระอุมาเทวีประสงค์ที่จะมีโอรส พระอิศวรจึงแนะนำให้พระอุมาเทวีทำพิธีต่อพระนารายณ์เพื่อขอประทานพระโอรสได้สำเร็จ
บรรดาเทพทั้งปวงทราบข่าวจึงพากันมาแสดงความยินดี ในบรรดานี้มีพระศนิ หรือพระเสาร์มาด้วย แต่พระเสาร์ไม่กล้ามองหน้าพระคเณศ เพราะเคยถูกภรรยาสาปไว้ว่าถ้าไปมองใครจะถึงแก่ความพินาศ
พระอุมาเทวีฟังแล้วไม่เชื่อ จึงให้พระศนิมองดูกุมารได้ ทันใดนั้นเศียรของกุมารก็ขาดกระเด็น เป็นที่ตกใจและโทมนัสกันถ้วนหน้า ทางพระนารายณ์ทรงครุฑไปยังแม่น้ำบุษปภัทร เห็นช้างนอนหลับหันหัวไปทางทิศเหนือ จึงตัดเศียรช้างนำมาต่อที่พระศอพระกุมาร ทำให้พระกุมารคืนชีพเป็นพระพิฆเนศวร
ลักษณะของพระพิฆเนศวร มีกายเป็นมนุษย์ มีเศียรเป็นช้างมีงาเดียว บางรูปเป็นงาหักด้านขวา บางรูปหักด้านซ้าย รูปร่างเตี้ย สีแดง พุงพลุ้ย หูยาน
ในเกร็ดตำนานของพระพิฆเนศวร นั้น มีเรื่องเล่าว่า พระพิฆเนศวรชอบเสวยขนมโมทกะ หรือขนมต้ม ครั้งหนึ่งเสวยขนมต้มจนพุงกาง แล้วทรงหนูเป็นพาหนะไปในเวลากลางคืน บังเอิญพบเห็นงู หนูที่ทรงอยู่จึงตกใจสะบัดพระพิฆเนศวรตกลงท้องแตก ขนมต้มทะลักออกมาหมด
พระพิฆเนศวรจึงโกยขนมต้มใส่พุงแล้วฆ่างูตัวนั้นมารัดท้องที่แตก จึงทำให้พระพิฆเนศวรมีงูรัดเอวเหมือนเข็มขัด เพื่อกันท้องแตก
ในการถือสิ่งของในมือพระพิฆเนศวรนั้น ถ้าแบบกรมศิลปากร หัตถ์ขวาบนจะถือตรีศูล พระหัตถ์ขวาล่างถืองา พระหัตถ์ซ้ายบนถือบ่วงบาศ พระหัตถ์ซ้ายล่างถือครอบน้ำ
ส่วนในฮินดูจะถืออาวุธต่างกัน โดยเป็นขวานแทนตรีศูล และถือจานขนมต้มแทนครอบน้ำ บางแห่ง พระหัตถ์ซ้ายอาจถือตรีศูลหรือจานขนมโมทกะแทนบ่วงบาศ และพระหัตถ์ขวาล่างเป็นมือประทานพร เป็นต้น






