fon
แนะนำตัว  

ผู้ชายไม่ชอบให้ผู้หญิงไปบอกรักก่อน...แต่ถ้าบอกไปแล้วล่ะ...

 

fon
อายุ 20 ปี | เพศ หญิง
เข้าระบบล่าสุด 21-04-2008 00:21:57
ขอนแก่น | ไทย
ติดต่อ fon ที่นี่เลย
น่าสนใจ
 
แนะนำตัว  
แนะนำตัว  
บล็อก  
สกุ๊ปพิเศษ

หน้านี้สำหรับเธอ HANGMAN.

เรื่องล่าสุด :
fon_finalfantasy@hotmail.com
ดู Blog ทั้งหมด
Interest  
ความชอบส่วนตัว (General) : โต วงHangman.อดีตร้องนำวงSilly Fools.ชอบอ่านใจคน
งานอดิเรก (Hobby) : เขียนได-เล่นเอ็ม-อ่านหนังสือนอกเวลา-ระบายสีปูนปาสเตอร์
ดูหนัง (Movie) : หนังอาไรก็ได้ที่มันมีสาระทำให้เส้นหยักในสมองมันเพิ่มมากขึ้น-ไม่อยากขึ้นชื่อว่าเป็นผู้หญิงไม่มีสมองเดี๋ยวไม่มีใครเอาไปเป็นแม่ของลูก..เง้อ
ฟังเพลง (Music) : rock-hardcore-hiphop
สไตล์การแต่งตัว (Fashion) : ถูกกาลเทศะก็พอแล้วจาสวยไปทำไม(ก็มันไม่สวยนี่หว่า)เซ็งจิต
ชอบเที่ยวที่ไหน (Travel) : วัด
หนังสือที่ชอบ (Book) : pocketbook.
ฮีโร่ในดวงใจ (Hero) : โต Hangman
รายการทีวีที่ชอบ (TV Show) : แมลงมัน-What is it.
เพื่อนแบบไหนที่ชอบ (Friends) : คนที่เข้ากะเราได้ มันออกแบบไม่ได้หรอกเพราะเกิดมาไม่เหมือนกัน เป็นเพื่อนที่หวังดีกะเราก็น่าจะพอแล้ว แต่อยากให้ลุยๆเหมือนเรามั้ง รับเราให้ได้ละกัน พูดตรงอ่ะรับได้ก็ไปกันได้
About Me  
 แนะนำตัวหน่อยจ๊ะ :

พยายามกี่ครั้งก็ตามแต่

รูปของฉัน  
รูปต่อไป
Jigg  
ไม่มีข้อมูล
สมุดเยี่ยม  

บังเอิญ..ห... : 21 เม.ย. 2551 00:00:20.
อิอิ





โจโจ้ : 21 ก.พ. 2551 16:59:46.
ทัมไมเงี๊ยบ  เงียบบบบบบบบบ





oops : 9 ก.พ. 2551 20:07:43.







oops : 9 ก.พ. 2551 20:05:08.
มุสลิมกับวันเมาลิด
ส่งบทความนี้ให้เพื่อน
 
คำว่า "เมาลิด" เป็นคำนามเกี่ยวกับเวลาและสถานที่ ซึ่งจะแปลความหมายเป็นเวลา หรือสถานที่นั้นย่อมขึ้นอยู่กับส่วนขยายภายในประโยค เช่นเรากล่าวว่า "เมาลิดของท่านนบี คือเมืองมักกะฮฺ"
ในกรณีนี้คำว่า "เมาลิด" ต้องหมายถึงสถานที่เกิดของท่านนบีอย่างแน่นอน จะแปลว่าเกิดไม่ได้แต่ถ้าเรากล่าวว่า "เมาลิดของท่านนบีมุฮัมมัด นั้นคือวันจันทร์ เดือนรอบีอุลเอาวัล ปีช้าง" "เมาลิด" ในที่นี้จะต้องแปลเป็นวันเกิดอย่างแน่นอนจะแปลเป็นอย่างอื่นไม่ได้

เมาลิดนบีตรงกับวันอะไร ?

นักวิชาการต่างมีความเห็นตรงกันว่า นบีมุฮัมมัด เกิดในวันจันทร์เดือนรอบีอุลเอาวัล ปีช้าง เพราะท่าน อิมามมุสลิมได้บันทึกหะดีษไว้ในหนังสือ ซ่อเฮียหฺของท่านจาก อบีกอตาดะฮฺ รอฎิฯ ว่าท่านร่อซูล ถูกถามเกี่ยวกับ การถือศีลอดในวันจันทร์ ท่านกล่าวว่า "นั่นคือวันที่ฉันเกิด วันที่ฉันได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนบี และเป็นวันที่อัลกุรอานได้ถูกประทานมายังฉัน" แต่จะตรงกับวันที่เท่านไรนั้น นักวิชาการมีความเห็นแตกต่างกัน
ท่านอิบนุอิสหาก ผู้บันทึกชีวประวัติของท่านนบีคนแรกมีความเห็นว่า ท่านนบีมุฮัมมัด เกิดในวันที่ 12 เดือนรอบีอุลเอาวัล ท่านอิบนุฮิซาม ได้รายงานอยู่ในหนังสือชีวประวัติของท่านนบีมุฮัมมัด (ซีเราะฮฺอิบนิฮิซาม) ซิยาด อิบนิอับดิลมะลิก อัลบุกาอียฺ จากท่านมุฮัมมัดอิบนิอิสหาก อัลมัฎละบียฺ กล่าวว่า ท่านร่อซูล เกิดในวันจันทร์ที่ 12 เดือนรอบีอุลเอาวัล ปีช้าง และอิบนุอบีชัยบะฮฺ ได้รายงานจากท่านญาบีร และอิบนุอบีชัยบะฮฺ ได้รายงานจากท่านญาบีร และอิบนุอับบาส ว่าท่านนบีเกิดในวันจันทร์ที่ 12 รอบีอุลเอาวัล เช่นเดียวกันและพวกเขาได้รายงานว่า นี่เป็นทัศนะที่แพร่หลายในหมู่นักวิชาการส่วนมาก
ส่วนเจ้าของหนังสือชื่อ "ตั๊กวีมุลอาหรับก้อบลัลอิสลาม" (ปฏิทินอาหรับก่อน อิสลาม) ได้ตรวจสอบ ทางการคำนวณดาราศาสตร์อย่างละเอียด ยืนยันว่าท่านนบีมุฮัมมัด เกิดในวันจันทร์ที่ 9 เดือนรอบีอุลเอาวัล ซึ่งตรงกับวันที่ 20 เมษายน ค.ศ.571 นักวิชาการบางท่านมีความเห็นว่าท่านนบีมุฮัมมัดเกิดตรงกับวันที่ 20 สิงหาคม ค.ศ.570 หรือตรงกับวันที่ 20 กันยายน ค.ศ.622 ส่วนท่านเชคอับดุลลอฮฺ อิบนิเชคมุฮัมมัด อิบนิอับดิลวะฮาบ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ "มุคตะซ้อรซีร่อตุรร่อซูล (สรุปชีวประวัติของท่านร่อซุล) ว่าท่านร่อซูล เกิดในวันที่ 8 เดือนรอบีอุลเอาวัล ซึ่งเป็นทัศนะที่ข้าพเจ้ายึดถือ และมีผู้กล่าวว่าท่านนบีเกิดในวันที่ 10 รอบีอุลเอาวัล บางท่านกล่าวว่าท่านนบีเกิดในวันที่ 12 รอบีอุลเอาวัล ท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นนบี ในเดือนรอบีอุลเอาวัลซึ่งผ่านไปแล้วหลายวัน และตายในวันที่ 8 เดือนรอบีอุลเอาวัล
การยกย่องวันเกิดของท่านนบีมุฮัมมัด ท่านนบีมุฮัมมัด ได้ให้แบบอย่างในการยกย่องวันเกิดของท่าน ดังปรากฎในหะดีษซึ่งรายงานโดยท่านอิมามมุสลิม ซึ่งได้หยิบยกมากล่าวแล้วข้างต้น คือการถือศีลอดในวันจันทร์ ขณะเดียวกับท่านหญิงอาอิชะฮฺ ท่านอบูฮุรอยเราะฮฺ และท่านอุซามะฮฺ อิบนุเซด ได้กล่าวว่า ท่านนบีมุฮัมมัด ชอบถือศีลอดในวันจันทร์ เมื่อท่านถูกถามเกี่ยวกับการนี้ ท่านกล่าวว่า "มันเป็นวันที่ฉันเกิด และได้มีการแต่งตั้งการเป็นนบีแก่ฉัน" นอกจากนั้นท่านอบูฮุรอยเราะฮฺ ยังได้รายงานหะดีษจากท่านร่อซูล ว่าท่านได้ถือศึลอดในวันจันทร์และวันพฤหัส เมื่อท่านได้ถูกถามเกี่ยวกับการนี้ ท่านกล่าวว่า "การงานจะถูกนำเสนอ (ยังอัลลอฮฺ) ในวันจันทร์และวันพฤหัส ดังนั้นฉันจึงชอบที่จะให้การงานของฉันถูกนำเสนอขณะที่ฉันถือศีลอด" บันทึกโดยอัตติรมีซียฺ และท่านกล่าวว่าเป็นหะดีษหะซัน การให้เกียรติและการมีความรักต่อท่านนบีมุฮัมมัด ท่านนบีมุฮัมมัด เป็นผู้ที่สมควรจะได้รับการให้เกียรติยกย่อง เนื่องจากว่าท่านเป็นศาสดาที่มีความสำคัญของโลก ในขณะเดียวกันท่านก็ได้รับการยกย่องจากผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมว่า เป็นผู้ที่มีความยิ่งใหญ่คนหนึ่งของโลก
ดังนั้นหน้าที่ของมุสลิมก็จำเป็นจะต้องให้เกียรติยกย่องท่าน รำลึกถึงคุณงามความดีของท่าน อัลลอฮฺศุบฮานะฮูวะตะอาลา และท่านนบี ได้ให้แบบอย่างการให้เกียรติยกย่องท่านไว้ในหลายรูปแบบด้วยกันคือ

1. การดำเนินตาม การปฏิบัติในวันเกิดของท่านคือการถือศีลอดในวันจันทร์ ดังรายละเอียดซึ่งได้กล่าวมาแล้ว

2. การมีความรักต่อท่านร่อซูล เพราะการมีความรักต่อท่านร่อซูลนั้นคือ สิ่งซึ่งแสดงถึงการอีมานของเขา ดังที่ท่านอนัส อิบนุมาลิก รอฎิฯ ว่าท่านร่อซูล กล่าวว่า "คนหนึ่งในหมู่พวกท่านยังไม่ศรัทธาจนกว่าฉันจะเป็นที่รักของเขายิ่งกว่าลูกของเขา พ่อของเขา และประชาชนทั้งหลาย" บันทึกโดย อัลบุคอรียฺและมุสลิม
การมีความรักต่อท่านร่อซูล แสดงออกได้โดยการปฏิบัติตามซุนนะฮฺของท่าน ดังที่ท่านอนัสได้รายงานว่าท่านร่อซูล กล่าวว่า "ผู้ใดที่ดำเนินตามซุนนะฮฺของฉัน แท้จริงเขารักฉัน และผู้ใดรักฉัน เขาก็จะได้อยู่กับฉันในสวรรค์" บันทึกโดย อัลบุคอรียฺ
สรุปแล้ว การมีความรักต่อท่านร่อซูล คือการดำเนินตามซุนนะฮฺของท่านร่อซูลนั่นเอง

3. การกล่าวซอลาวาตต่อ ท่านนบี ส่วนหนึ่งจากการให้เกียรติยกย่อง และมีความรักต่อท่านนบีคือการกล่าวซอลาวาตต่อท่าน อัลลอฮฺตรัสว่า "แท้จริงอัลลอฮฺ (ได้ทรงประทานพร) และมะลาอิกะฮฺ ของพระองค์ได้ขอพรให้แก่นบี (มุฮัมมัด) โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย ท่านทั้งหลายขอพรให้แก่ท่านนบี และขอความสันติสุขให้แก่ท่านเถิด" อัลอะหฺซาบ/56
ท่านอบูมัสอู้ด อัลบัดรียฺ กล่าวว่า บะซีร อิบนุซะอดฺ กล่าวว่า "โอ้ท่านร่อซูลุลลอฮฺ อัลลอฮฺทรงใช้ให้เรากล่าวซอลาวาตแก่ท่าน แล้วเราจะกล่าวซอลาวาตแก่ท่านอย่างไร" ท่านนบีหยุดชั่วครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า ท่านทั้งหลายจงกล่าวว่า "โอ้อัลลอฮฺ ได้โปรดประทานพรแก่มุฮัมมัดและแก่วงษ์วานของมุฮัมมัด" หรือถ้าหากว่า เรากล่าวชื่อของท่านนบี
มุฮัมมัดก็ควรให้เกียรติต่อท่าน โดยกล่าวต่อว่า " " ขออัลลอฮฺได้ทรงโปรดประทานพรและความสันติสุขแด่ท่าน การที่เรากล่าวซอลาวาตต่อท่านนบี เช่นนี้ไม่ต้องใช้เวลามาก ไม่ต้องใช้สถานที่เฉพาะ ไม่ว่าเขาจะเดิน นอน นั่ง ออกไปทำงาน หรือพักผ่อนอยู่บ้าน หรือไม่ว่าท่านจะอยู่ในอิริยาบถใด อยู่ที่ไหนก็สามารถกล่าวซอลาวาตบนีได้ตลอดเวลา การที่บุคคลกล่าวซอลาวาตนบี จะทำให้เขาได้รับพลานิสงค์อย่างมากมาย อิมามอะหมัดได้รายงานมาจากท่านอนัส รฏิฯ กล่าวว่า ท่านร่อซูล กล่าวว่า "ผู้ใดที่ขอพรให้แก่ฉัน 1 ครั้ง อัลลอฮฺจะทรงประทานพรให้แก่เขา 10 ครั้ง และจะทรงลบล้างความผิดของเขา 10 ความผิด"
ท่านติรมีซียฺได้รายงานจากท่านอับดุลลอฮฺ อิบนิมัสอู้ดว่า ท่านร่อซูล กล่าวว่า "คนแรกในบรรดามนุษย์ที่จะอยู่กับฉันในวันกิยามะฮฺ คือผู้ที่กล่าวขอพรให้ฉันมากที่สุดจากพวกเขา"

4. การปฏิบัติตามคำสั่งใช้และการละเว้นที่จะปฏิบัติตามคำสั่งห้ามของท่านนบี เพราะอัลลอฮฺศุบฮานะฮูวะตะอาลา ได้ตรัสใช้ไว้ว่า "และสิ่งใดที่ร่อซูลได้นำมาให้แก่พวกสูเจ้า สูเจ้าทั้งหลายจงปฏิบัติเถิด และสิ่งใดที่ร่อซูลห้ามพวกสูเจ้า สูเจ้าทั้งหลายก็จงยุติเถิด สูเจ้าทั้งหลายจงเกรงกลัวอัลลอฮฺ แท้จริงอัลลอฮฺคือผู้ทรงลงโทษอย่างรุนแรงยิ่ง" อัลฮัชรฺ/7 ท่านอบูฮุรอยเราะฮฺ รฎิฯ ว่าท่านร่อซูล กล่าวว่า "เมื่อฉันใช้ท่านทั้งหลายให้กระทำสิ่งหนึ่ง ท่านทั้งหลายก็จงนำมาปฏิบัติ ที่ท่านทั้งหลายมีความสามารถเถิด และอันใดที่ฉันห้ามท่านทั้งหลายไม่ให้ปฏิบัติ ท่านทั้งหลายก็คงออกห่างเถิด" บันทึกโดย อัลบุคอรียฺและมุสลิม

5. ดำเนินตามแบบอย่างของท่านนบี  ดังที่อัลลอฮฺได้ตรัสรับรองไว้ในอัลกุรอานว่า "แน่นอนยิ่งในตัวของร่อซูลุลลอฮฺ (มุฮัมมัด) มีแบบอย่างที่ดีแล้วแก่พวกเจ้า สำหรับผู้ที่หวังจะได้รับการตอบแทนจากอัลลอฮฺ และ (มีความศรัทธาใน) วันอาคิเราะฮฺ และเขารำลึกถึงอัลลอฮฺอย่างมากมาย" อัลอะฮฺซาบ/21
แบบอย่างที่ดีของ ท่านนบีมุฮัมมัด แสดงออกให้เห็นได้ทั้งการประพฤติ การปฏิบัติ และจรรยามารยาทของท่านร่อซูล ที่เด่นชัดที่สุด ได้แก่ถ้อยคำของท่านหญิงอาอิชะฮฺ ดังที่อิมามอะหมัดได้รายงานจาก อัลหะซัน ว่าฉันได้ถามท่านหญิงอาอิชะฮฺ ถึงจรรยามารยาทของท่านร่อซูล นางกล่าวว่า "จรรยามารยาทของท่านคือ อัลกุรอาน"

การจัดงานเมาลิด

มุสลิมในบางสังคมได้แสดงออกถึงความรัก การให้เกียรติยกย่อง ท่านนบีมุฮัมมัด โดยจัดงานคล้ายวันเกิดของท่านขึ้น ณ ที่นี้สมควรที่เราจะได้รู้ถึงประวัติ การจัดงานเมาลิดพอเป็นสังเขป การจัดงานเมาลิดนบี เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในโลกที่ประเทศอียิปต์ เมื่อปี ฮ.ศ. 362 ซึ่งขณะนั้นวงศ์ฟาตีมียฺชีอะฮฺ อิสมาอีลียะฮฺ (คนละนิกายกับชีอะฮฺ อิสไนอะชะรียะฮฺ -12 อิมาม) เป็นผู้ปกครองอียิปต์ และได้สถาปนาอาณาจักรฟาตีมียฺขึ้น ผู้ปกครองขณะนั้นได้แก่ คอลีฟะฮฺ อัลมุอิซลิดีนิลลาฮฺ อัลฟาตีมียฺ พวกฟาตีมียฺ ได้จัดงานเมาลิดขึ้น 6 งานคือ
1. เมาลิดนบีมุฮัมมัด
2. เมาลิดอีมามอาลี อิบนิอบีฎอลิบ
3. เมาลิดท่านหญิงฟาติมะฮฺ อัซซัฮฺรออฺ บุตรีของท่านนบีมุฮัมมัด และเป็นภรรยาของท่าน อิมามอาลี
4. เมาลิดท่านหะซัน อิบนิอาลี อิบนิอบีฎอลิบ
5. เมาลิดท่านฮุเซน อิบนิอาลี อิบนิอบีฎอลิบ
6. เมาลิดท่านคอลีฟะฮฺ ผู้ปกครอง

บรรยากาศของงานเมาลิดสมัยนั้น เต็มไปด้วยความครึกครื้น มีการประดับประดาสถานที่ต่าง ๆ ด้วยแสงสี มีการชุมนุมกัน และอ่านอัลกุรอ่านที่มัสญิด อ่านโคลง กลอน บทสดุดี และชีวประวัติของท่านนบี โดยผู้ที่มีเสียงดี พร้อมกันนั้น ก็มีการจัดสถานที่สำหรับแจกจ่ายทานบริจาคแก่ผู้ที่ยากจนขัดสน เมื่อคอลีฟะฮฺ อัลอามิร บิอะฮฺกามิลลาฮฺ ได้ปกครองอาณาจักรฟาตีมียฺ เขามีเสนาบดีชื่อ บัดรุลญะมาลียฺ ซึ่งยึดมั่นในแนวซุนนะฮฺ
ในปี ฮ.ศ. 488 เขาได้ออกประกาศห้ามจัดงานเมาลิด ทั้งหมด นักประวัติศาสตร์บางคนกล่าวว่า คอลีฟะฮฺอัลมุสตะอฺลียฺ บิลลาฮฺ มีความอ่อนแอจึงไม่อาจจะจัดการใด ๆ ที่จะยกเลิกคำสั่งของบุดรุลญะมาลียฺ ที่ยกเลิกการจัดงานเมาลิด แต่อย่างไรก็ตามหลังจากที่บัดรุลญะ มาลียฺ ถึงแก่กรรม ก็มีการฟื้นฟูการจัดงานเมาลิดขึ้นอีก เฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคอลีฟะฮฺ อัลอามิร บิอะฮฺกามิลลาฮฺ บุตรของคอลีฟะฮฺ อัลมุสตะอฺลียฺบิลลาฮฺ ได้ปกครองอาณาจักรฟาตีมียฺ ปี ฮ.ศ. 495
ในปี ฮ.ศ. 567 อียิปต์ได้ตกอยู่ภายใต้การปกครองของซ่อลาฮุดดีน อัลอัยยูบียฺ ท่านยึดมั่นในแนวซุนนะฮฺ จึงได้ยกเลิกการจัดงานเมาลิดทั้งหมด ทั่วอาณาจักรอัยยูบียฺ ไม่มีผู้ใดที่ฝ่าฝืนคำสั่งของท่านนอกจากกษัตริย์อัลมุซ็อฟฟัร อบูสะอีด แห่งเมืองอิรบีล ซึ่งอยู่ในประเทศอิรัคปัจจุบัน กษัตริย์อัลมุซ็อฟฟัร ผู้นี้ได้แต่งงานกับน้องสาวของท่านซ่อลาฮุดดีน อับอัยยูบียฺ ได้มีผู้เขียนหนังสือชมเชย การจัดงานเมาลิดบุคคลแรก ได้แก่ อบุลค้อฏฏอบ อิบนุดะฮียะฮฺ โดยได้เขียนหนังสือที่มีชื่อว่า "อัตตันวีร ฟีเมาลิดิลบะชีร อันนะซีร" โดยที่กษัตริย์อัลมุซ็อฟฟัร ได้ให้รางวัลเป็นเงิน 1,000 ดีนาร ในหนังสือ "มิรอาตุซซะมาน" กล่าวว่ากษัตริย์อัลมุซ็อฟฟัร เป็นผู้ประดิษฐ์อุตริกรรมเมาลิด พระองค์ได้ทรงให้จัดเตรียมอาหารเลี้ยงขึ้นโดยเป็น แกะย่าง 5,000 ตัว ไก่ 10,000 ตัว ม้า 100 ตัว เนยแข็ง100,000 ชิ้น ขนมหวาน 30,000 จาน และสิ้นค่าใช้จ่ายในการจัดงานมากกว่า 300,000 ดิรฮัม พระองค์ได้สดับฟัง การอ่านขับร้องบทสรรเสริญท่านนบีมุฮัมมัด ตั้งแต่เวลา ซุฮรฺ จนกระทั่งถึงเวลารุ่งอรุณของวันใหม่ บางครั้งพระองค์ ก็ทรงลงไปเต้นกับพวกนักเต้นทั้งหลายด้วย
เนื่องจากมุสลิมบางคนมีความเห็นว่า ท่านนบีมุฮัมมัดเกิดในวันที่ 12 เดือนรอบีอุลเอาวัล และบางคนมีความเห็นว่าท่านนบีเกิดในวันที่ 9 รอบีอุลเอาวัล เพื่อจะไม่ก่อให้เกิดการขัดแย้งกัน ระหว่างมุสลิมในอียิปต์กับกษัตริย์อัลมุซ็อฟฟัร จึงจัดงานเมาลิดในวันที่ 12 เดือนรอบีอุลเอาวัล ปีหนึ่งและจัดในวันที่ 9 เดือนรอบีอุลเอาวัล ในอีกปีหนึ่ง การจัดงานเมาลิดได้ดำเนินมาตลอด สมัยของกษัตริย์อัลมุซ็อฟฟัร จนกระทั่งพระองค์ได้สิ้นพระชนม์ในปี ฮ.ศ. 630 ก็ไม่มีใครจัดงานเมาลิดต่อมาอีกเลย จนถึงปี ฮ.ศ. 785 ซุลต่าน อัซซฮิร บัรกู้ก ได้ปกครองอียิปต์ จึงได้มีการพลิกฟื้น การจัดงานเมาลิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง โดยที่ซุลต่าน อัซซอฮิร ได้ให้ทองคอบริสุทธิ์ น้ำหนัก 10,000 มิสก้อล เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดงานเมาลิดเป็นประจำทุกปี
ในปี ฮ.ศ. 845 เป็นสมัยของซุลต่าน ซัยฟุดดีนยัรมูก ได้มีการจัดงานเมาลิด นบี โดยจัดให้มีการอ่านประวัติของท่านนบีโดยละเอียด เมื่อถึงสมัยของอาณาจักรมะมาลีก ในอียิปต์ก็ได้มีการจัดงานเมาลิดเช่นกัน เฉพาะอย่างยิ่งในยุคของซุลต่านนน อัชรอฟ กอยตะบาย ท่านได้ใช้ให้จัดปรำพิธีอย่างมโหฬาร มีชื่อว่า "อัสสูรอดิก อัลอัชรอฟียฺ" โดยออกค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 36,000 ดีนาร ต่อมาในปีฮ.ศ. 922 อาณาจักรอุสมานี ตุรกีภายใต้การนำของซุลต่านสลีมที่ 1 ได้ยกกองทัพเข้ามายึดครองอียิปต์ และได้มีการแต่งตั้งข้าหลวงประจำอียิปต์ขึ้นชื่อ เครฺเบยฺ ข้าหลวงผู้นี้ได้ฟื้นฟูการจัดงานเมาลิดขึ้นด้วยจนกระทั่งปี ฮ.ศ. 1213 ฝรั่งเศสได้เข้ายึดครองอียิปต์และได้บังคับให้ เชคค่อลีล อัลบักรี แห่งอัลอัซฮัร จัดงานเมาลิดขึ้น โดยได้จ่ายเงินช่วยเหลือในการจัดงานครั้งนี้ 300 เหรียญ ในปี ฮ.ศ. 1220 มุฮัมมัดอาลีได้ปกครองอียิปต์ท่านจึงได้ให้จัดงานเมาลิดขึ้นอันเป็นฉลอง 3 วัน 3 คืน ในปี ฮ.ศ. 1280 งานฉลองเมาลิดได้เปลี่ยนโฉมหน้าไปโดยมีการละเล่นต่าง ๆ มีการอ่านโคลง กลอนสรรเสริญท่านนบี ในตอนกลางคืนมีการตั้งวง ซิเกร (ซิกรุลลอฮฺ) ของชาวฏอริกัต สายต่าง ๆ
ในระยะหลัง ๆ มานี้ ได้มีการจัดงานเมาลิดอย่างเอิกเริกเช่นก่อน นอกจากการจัดของชาวฏิริกัต เมื่อถึงวันที่ 12 รอบีอุลเอาวัล รัฐบาลจะประกาศให้เป็นวันหยุดราชการ 1 วัน ภายหลังเวลามัฆริบ หรืออีชาอฺ ก็จะมีอีมามประจำมัสยิดต่าง ๆ หรืออาจารย์ผู้มีชื่อเสียงแสดงปาฐกถา เกี่ยวกับชีวประวัติของท่านนบีมุฮัมมัด และเกียรติประวัติของท่าน มีปีหนึ่งทางการได้จัดงานรำลึกถึงเกีรยติประวัติของท่านนบี โดยได้จัดให้ศิลปินผู้มีน้ำเสียงดีอ่านคำกลอนบุรดะฮฺ เป็นท่วงทำนอง เคล้ากับเสียงดนตรี
ส่วนทางด้านประชาชน ก็มีการทำขนมวันเมาลิด ตุ๊กตาวันเมาลิด โคมไฟวันเมาลิดออกมาจำหน่าย จ่ายแจกกัน เมาลิดระหว่างซุนนะฮฺกับบิดอะฮฺ มุสลิมบางคนมีความเห็นว่า การจัดงานเมาลิดเป็นซุนนะฮฺ ในขณะเดียวกันมุสลิมบางคนก็มีความเห็นว่าเป็นบิดอะฮฺ หรืออุตริกรรม ที่แทรกเข้ามาในบทบัญญัติศาสนา ก่อนที่เราจะวิเคราะห์กันว่าการจัดงานเมาลิดเป็นซุนนะฮฺหรือบิดอะฮฺ ก็สมควรที่เราจะต้องยอมรับความจริงเสียก่อนว่า การจัดงานเมาลิด ไม่ปรากฎในสมัยของท่านนบีมุฮัมมัด ไม่ปรากฎใน สมัยคอลีฟะฮฺ อบูบักร คอลีฟะฮฺอุมัร คอลีฟะฮฺอุสมาน คอลีฟะฮฺอาลี บรรดาซ่อฮาบะฮฺทุกระดับไม่เคยจัดงานเมาลิด และไม่เคยเห็นว่ามีการจัดงานเมาลิด บรรดาตาบิอีนทุกระดับ ไม่เคยดำริให้จัดงานเมาลิด และไม่เคยเห็นว่ามีการจัดงานเมาลิด บรรดาอิมามชาวอะฮฺลุซซุนนะฮฺ คนสำคัญคือ อิมามอบูหะนีฟะฮฺ อิมามมาลิก อิมามชาฟีอียฺ อิมามอะหมัด อิบนิฮัมบัล ไม่เคยจัดงานเมาลิด และไม่เคยเสนอหรือส่งเสริมในการจัดงานเมาลิด
ผู้ที่จัดงานเมาลิดขึ้นเป็นครั้งแรกคือ คอลีฟะฮฺอัลมุอิซลิดีนิลลาฮฺ อัลฟาตีมียฺ แห่งอาณาจักรฟิตีมียฺ ชีอะฮฺ อิสมาอีลียะฮฺ ในประเทศอียิปต์ปี ฮ.ศ. 362

ซุนนะฮฺ

ซุนนะฮฺเป็นคำภาษาอาหรับ ส่วนจะมีความหมายอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับการใช้คำนี้ในเนื้อหาวิชาการนั้น ๆ คำว่า "ซุนนะฮฺ" ในทางภาษาหมายถึง แนวทางแบบอย่างไม่ว่าจะดีหรือไม่ดีก็ตาม ดังที่ท่านร่อซูล กล่าวว่า "ผู้ใดที่วางแบบอย่างที่ดีในอิสลาม เขาจะได้รับผลตอบแทนในแบบอย่างที่ดีนั้น และผลตอบแทนของผู้ที่ปฏิบัติตามแบบอย่างนั้น หลังจากเขา โดยที่ผลตอบแทนของพวกเขามิได้ลดหย่อนลงแต่อย่างใด และผู้ใดที่วางแบบอย่าง ที่ไม่ดีในอิสลามเขาจะต้องแบกรับความผิดในการวางแบบอย่างที่ไม่ดีนั้น และความผิดของผู้ที่ปฏิบัติแบบอย่างนั้น หลังจากเขาโดยที่ความผิดของพวกเขามิได้ลดหย่อนลงแต่อย่างใด" บันทึกโดยมุสลิม จากญะรีร อิบนิอับดิลลาฮฺ อัลบะญะลียฺ
นักวิชาการวิเคราะห์หะดีษ (มุสฏอลาฮุลหะดีษ) ได้ให้ความหมายของซุนนะฮฺไว้ว่า หมายถึง ทุกสิ่งที่ถ่ายทอดมาจากท่านนบีมุฮัมมัด ไม่ว่าจะเป็นคำพูด การกระทำ หรือการยอมรับ นักวิชาการรากฐานนิติบัญญัติ (อุซูลุลฟิกฮฺ) ได้ให้คำจำกัดความซุนนะฮฺ ตามหลักการตัดสินพฤติกรรมของผู้มีหน้าที่ปฏิบัติ (มุกัลลัฟ) ว่าหมายถึง สิ่งที่การปฏิบัติจะได้รับการตอบแทน และการละทิ้งจะไม่ถูกลงโทษ คำว่า "ซุนนะฮฺ" นี้บางทีก็เรียกว่า มันดู้บ นาฟีละฮฺ ตะเตาวัวะอฺ มุสตะฮับ อิหฺซาน เป็นต้น บัญญัติเป็นซุนนะฮฺคือ สิ่งที่มีรากฐานมาจากคำสั่งของอัลลอฮฺ และคำสั่งหรือการปฏิบัติที่ท่านร่อซูล ส่งเสริมให้ปฏิบัติ
ดังนั้นกิจใดไม่มีรากฐานมาจากอัลกุรอาน และแบบอย่างของท่านร่อซูล จึงไม่ถือว่ากิจนั้นเป็นซุนนะฮฺ บิดอะฮฺ บิดอะฮฺในทางภาษา หมายถึง กิจที่เกิดขึ้นใหม่ โดยไม่มีมาก่อน ดังเช่นคำดำรัสของอัลลอฮฺ ที่ว่า "จงกล่าวเถิด (มุฮำหมัด) ฉันมิได้เป็นผู้ประดิษฐ์ขึ้นใหม่จากบรรดาร่อซูล" อัลอะหฺร้อฟ/9
สำหรับในทางวิชาการนั้น นักวิชาการมีความเห็นแตกต่างกันเกี่ยวกับการให้ความหมายของ "บิดอะฮฺ" บางท่านก็ให้ความหมาย บิดอะฮฺ ว่าคือ กิจที่เป็นอุตริกรรมซึ่งเกิดขึ้นใหม่ โดยตรงข้ามกับซุนนะฮฺ บางท่านก็มีความเห็นว่า "บิดอะฮฺ" หมายถึง กิจที่เกิดขึ้นใหม่ภายหลังสมัยของท่านร่อซูล ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดีก็ตาม อันนะวะวียฺ ได้รายงานจากอัลบัยฮะกียฺ ซึ่งรายงานมาจาก อิมามชาฟีอียฺ ว่าบิดอะฮฺ หมายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ซึ่งขัดกับอัลกุรอ่าน หรือซุนนะฮฺ หรือร่องรอยจากบรรดาซ่อฮาบะฮฺ หรือการลงมติอย่างเป็นเอกฉันท์ ของบรรดานักวิชาการ (อิจมาอฺ) บางท่านมีความเห็นว่า บิดอะฮฺ หมายถึง การกระทำซึ่งไม่มีการระบุว่า เป็นบัญญัติศาสนาอยู่ในอัลกุรอ่านและซุนนะฮฺ และบางท่านมีความเห็นว่า บิดอะฮฺ หมายถึง การกระทำซึ่งเกิดขึ้นใหม่ในศาสนา เพื่อให้เป็นศาสนาบัญญัติโดยมีจุดประสงค์เพื่ออิบาดะฮฺ ต่ออัลลอฮฺ ซึ่งไม่มีหลักฐานที่ถูกต้องรองรับ
ส่วนอบูชามะฮฺ ซึ่งเป็นอาจารย์ของอิมามนะวะวียฺได้กล่าวไว้ในหนังสือของท่านชื่อ "อัลบาอิส อะลา อิงการิล บิดะฮฺ วัลหะวาดิษ" เกี่ยวกับบิดอะฮฺว่า หมายถึง การกระทำซึ่งไม่มีอยู่ใน สมัยของท่านร่อซูล จากการกระทำของท่าน หรีอการยอมรับของท่าน หรือการรู้เห็นของท่าน โดยที่หลักบัญญัติศาสนาอนุญาตให้ปฏิบัติได้ และไม่คัดค้าน
สรุปแล้ว บิดอะฮฺ คือ การกระทำที่ไม่มีรูปแบบมาจากท่านร่อซูล บรรดาซ่อฮาบะฮฺ และยุคของบรรดาอิมาม บิดอะฮฺหะสะนะฮฺ และบิดอะฮฺกอบีหะฮฺ นักวิชาการบางท่านได้แบ่งบิดอะฮฺเป็น 2 อย่างคือ บิดอะฮฺหะสะนะฮฺ หรือบิดอะฮฺที่ดี และบิดอะฮฺกอบีหะฮฺ หรือบิดอะฮฺที่น่ารังเกียจ อิมามชาฟีอียฺกล่าวว่า บิดอะฮฺมี 2 ประเภทคือ บิดอะฮฺมะหฺมูดดะฮฺ (บิดอะฮฺที่น่าชมเชย) และบิดอะฮฺมัซมูมะฮฺ (บิดอะฮฺที่น่าตำหนิ) ดังนั้นบิดอะฮฺใดที่ตรงกับซุนนะฮฺ ถือว่าเป็นบิดอะฮฺที่น่าชมเชย และบิดอะฮฺใดที่ขัดกับซุนนะฮฺ เป็นบิดอะฮฺที่น่าตำหนิ แล้วท่านได้อ้างหลักฐานจากคำพูดของคอลีฟะฮฺ อุมัร รฎิฯ ในการละหมาดกิยาม เป็นญะมาอะฮฺ ในเดือนรอมฎอนว่า "นี่เป็นบิดอะฮฺที่ดียิ่ง" อัรร่อเบียอฺ กล่าวว่า อิมามชาฟีอียฺ กล่าวว่า สิ่งที่ประดิษฐ์ขึ้นใหม่ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท สิ่งที่ประดิษฐ์ขึ้นใหม่โดยขัดกับอัลกุรอาน ซุนนะฮฺ การกระทำของบรรดาซ่อฮาบะฮฺ และการลงมติเป็นเอกฉันท์ของนักวิชาการ (อิจมาอฺ) คือบิดอะฮฺฎอลาละฮฺ (บิดอะฮฺที่หลงผิด) และสิ่งที่ประดิษฐ์ขึ้นใหม่ โดยไม่ขัดกับอัลกุรอ่าน ซุนนะฮฺ และการกระทำของบรรดาซ่อฮาบะฮฺ และอิจมาอฺถือว่าเป็นการประดิษฐ์ที่ไม่ถูกตำหนิ
ท่านอุมัร รอฎิฯ ได้กล่าวเกี่ยวกับการละหมาดกิยาม เป็นญะมาอะฮฺ ในเดือนรอมฎอนว่า "เนียะอฺมะติลบิดอะฮฺฮาซิฮี" หมายถึงว่า เป็นการกระทำที่เกิดขึ้นใหม่ อบูชามะฮฺ กล่าวว่า แท้ที่จริงแล้วท่านร่อซูล ได้ส่งเสริมให้ละหมาดกิยาม ในเดือนรอมฎอน ท่านปฏิบัติในมัสญิด บรรดาซ่อฮาบะฮฺบางคน ก็ได้ปฏิบัติละหมาดร่วมกับท่านนบีอยู่ 2 - 3 คืน แล้วท่านนบีก็ไม่ออกมาละหมาดอีก เนื่องจากกลัวว่าละหมาด กิยามจะเป็นฟัรฎู แก่บรรดามุสลิม เมื่อท่านร่อซูลได้ถึงแก่กรรม บรรดาซ่อฮาบะฮฺจึงเห็นพ้องกันในการละหมาดกิยาม เดือนรอมฎอน เป็นญะมาอะฮฺในมัสญิด
สรุปแล้ว การละหมาดกิยามเป็นญะมาอะฮฺ จึงไม่ใช่การกระทำที่เกิดขึ้นใหม่หลังจาก สมัยของท่านนบี และคำกล่าวของท่านอุมัรที่ว่า "เนียะอฺมะติลบิดอะฮฺฮาซิฮี" น่าจะหมายถึง "นี่เป็นการฟื้นฟู (ซุนนะฮฺ) ที่ดียิ่ง" มากกว่า ส่วนหนึ่งจากสิ่งที่ดีที่สุด ซึ่งได้มีการปฏิบัติขึ้นใหม่ในสมัยของเราในการนี้ได้แก่ สิ่งที่ได้มีการปฏิบัติในเมืองอิรบิล ซึ่งได้มีการปฏิบัติทุกปีในวันที่ตรงกับวันเกิดของ ท่านนบีมุฮัมมัด จากการทำซ่อดาเกาะฮฺ การทำความดี การตกแต่งสถานที่ และการแสดงความปิติยินดี
การกระทำดังกล่าวนี้ ประกอบกับ การช่วยเหลือเกื้อกูลผู้ที่ยากจน เป็นการแสดงความรู้สึกถึงการมีความรักต่อท่านนบี การให้เกียรติยกย่องท่าน ที่มีอยู่ภายในใจของผู้ปฏิบัติและเป็นการขอบคุณอัลลอฮฺ ต่อการที่พระองค์ได้ทรงประทานท่านร่อซูล มาเพื่อเป็นความเอ็นดูเมตตาแก่สากลโลก
ขออัลลอฮฺได้ทรงโปรดประทานพร และความสันติสุขแด่ท่าน และร่อซูลทั้งมวล บุคคลแรกที่จัดงานเมาลิดในเมืองเมาซุล คือ เชคอุมัรอิบนิมุฮัมมัด อัลมุลลา คนซอและฮฺ ท่านหนึ่งที่มีชื่อเสียงแล้วผู้ปกครองเมืองอิรบิล และคนอื่น ๆ ก็ได้ปฏิบัติตาม ผู้ที่มีความเห็นว่า การจัดงานเมาลิด เป็นบิดอะฮฺหะซะนะฮฺ อีกได้แก่ อิมามญะลาลุดดีน อัสสูยูฎียฺ
ส่วนการที่ท่าน อัลฮาฟิซ อิบนิหะญัร ได้วิเคราะห์ว่า การทำเมาลิดมาจากซุนนะฮฺ คือสิ่งที่อยู่ในหนังสือ ซ่อเฮียหฺ อัลบุคอรียฺ และมุสลิม ว่าท่านนบี ได้อพยพไปยังเมืองมะดีนะฮฺ ท่านพบว่าชาวยิวถือศีลอดในวันอาชูรออฺ (วันที่ 10 มุฮัรรอม) ท่านนบีจึงถามพวกเขา พวกเขากล่าวว่า เป็นวันที่อัลลอฮฺทรงทำให้ฟิรอูน จมน้ำตายและทรงให้นบีมูซาปลอดภัย เราจึงถือศีลอดเพื่อขอบคุณอัลลอฮฺ ท่านนบีจึงกล่าวว่า เราควรที่จะดำเนินตามมูซา ยิ่งกว่าพวกท่าน การหยิบยกหะดีษนี้มาอ้างว่า การทำเมาลิด ว่ามีร่องรอยมาจาก ซุนนะฮฺ จึงไม่น่าจะนำมาเป็นหลักฐานอ้างอิงได้ เพราะเป็นคนละเรื่องกัน


การจัดงานเมาลิดเป็นบิดอะฮฺกอบีหะฮฺ

นักวิชาการอีกกลุ่มหนึ่งมีความเห็นว่า การจัดงานเมาลิด เป็นบิดอะฮฺกอบีหะฮฺ (บิดอะฮฺที่น่านังเกียจ) โดยให้เหตุผลว่า

1. ไม่ปรากฎว่ามีการจัดงานเมาลิดในขณะที่ท่านนบีมุฮัมมัด มีชีวิตอยู่ ไม่มีการจัดงานเมาลิด ในสมัยคอลีฟะฮฺอบูบักรฺ คอลีฟะฮฺอุมัร คอลีฟะฮฺอุสมาน คอลีฟะฮฺอาลี และบรรดานักวิชาการใน 3 ศตวรรษแรกที่ดี (คอยรุลกุรูน) และบรรดาอิมามต่าง ๆ เช่น อิมามอบูหะนีฟะฮฺ อิมามมาลิก อิมามชาฟีอียฺ อิมามอะหมัด อิบนิฮัมบัล อิมามบุคอรียฺ อิมามมุสลิม ฯลฯ ก็มิได้ส่งเสริมให้จัดงานเมาลิดของท่านนบี หรืองานวันเกิดของคนหนึ่งคนใด
2. การที่คนหนึ่งมีความรัก มีความศรัทธาต่อท่านนบีมุ **** มัดนั้น สามารถแสดงออกได้ดังที่ได้แนะนำมาข้างต้น มิใช่แสดงออกด้วยการจัดงานรื่นเริง งานสรรเสริญ แต่ควรแสดงออกด้วยการปฏิบัติตามแนวทางและแบบอย่างของท่านนบี
3. แม้ว่างานเมาลิดจะมีการอ่านอัลกุรอ่าน กล่าวซิกรุลลอฮฺ อ่านเกียรติประวัติของท่านนบี จัดนิทรรศการ มีการอภิปรายสัมนา แต่ผลที่ออกมาก็จบสิ้นแค่วันที่จัดเท่านั้น มีอยู่น้อยมากที่จะนำเมาบทเรียนที่ดีซึ่งได้จากงานเมาลิดไปเป็นแนวทางในการปฏิบัติ ในชีวิตประจำวัน หรือทำให้มุสลิมเพิ่มพูนอีมาน มีความตักวา (ยำเกรงอัลลอฮฺ) การประดับประดาตัวของเขาด้วยคุณธรรม จริยธรรม และมารยาทที่ดีงาม ซึ่งได้รับบทเรียนมาจากท่านนบี
4. เป้าหมายในการจัดงานเมาลิด มิได้มีเพียงเพื่อเทิดทูนยกย่องสรรเสริญเกียรติประวัติ ของท่านนบี เท่านั้น ดังจะเห็นได้จากมีการจัดมหกรรมสินค้า ลองลิ้มชิมอาหารประเภทต่าง ๆ
5. อาจเป็นการสร้างความเข้าใจผิด ให้แก่เยาวชนมุสลิม โดยคิดว่า การจัดงานเมาลิดเป็นประเพณีที่มีแบบอย่าง มาจากบัญญัติศาสนา ซึ่งจำเป็นจะต้องปฏิบัติ ถ้าละทิ้งจะได้รับบาป
6. ไม่สมควรที่จะกำหนดวันสำคัญในศาสนา หรือแบบวิธีเกี่ยวกับศาสนกิจขึ้น ทั้ง ๆ ที่ไม่มีรูปแบบมาจากท่านร่อซูล
7.การจัดงานเมาลิด งานครบรอบวันเกิด งานครบรอบวันตาย เป็นการกระทำตามรูปแบบของผู้อื่นซึ่งไม่มีอยู่ในศาสนาอิสลาม
8. ไม่ต้องมีการกำหนดกฎเกณฑ์ เวลา และสถานที่ ในการกล่าวซ่อลาวาต และกล่าวสลามต่อท่านนบี ท่านอบูฮุรอยเราะฮฺ รฎิฯ ได้รายงานว่า ท่านร่อซูล กล่าวว่า "ท่านทั้งหลาย จงอย่าทำให้บ้านของพวกท่านเป็นกุบู้ร และจงอย่าทำให้กุบู้รของฉันเป็นวันสำคัญ ท่านทั้งหลายจงกล่าวซ่อลาวาตแก่ฉัน แท้จริงการกล่าวซ่อลาวาตของพวกท่านจะถึงฉัน ไม่ว่าท่านทั้งหลายจะอยู่ ณ ที่ใด" บันทึกโดยอบูดาวูดโดยมีสายผู้รายงานดี จากท่านอาลี อิบนิลหุเซน รอฎิฯ กล่าวว่า ท่านได้เห็นชายผู้หนึ่ง ได้เข้าไปยังช่องว่าง ณ กุบู้ร ของท่านร่อซูล แล้วขอดุอาอฺ ท่านอาลีจึงได้ห้ามเขา และกล่าวว่า ฉันจะบอกท่านถึงหะดีษบทหนึ่งซึ่งฉันได้ยินจากบิดาของฉันจากปู่ของฉันจากท่านร่อซูล ท่านจะเอาไหม ? ท่านร่อซูลกล่าวว่า "ท่านทั้งหลาย จงอย่าเอากุบู้รของฉันเป็นวันสำคัญ และท่านทั้งหลายจงอย่าทำให้บ้านของพวกท่านเป็นกุบู้ร แท้จริงการกล่าวสลามของพวกท่านจะถึงฉัน ไม่ว่าพวกท่านจะอยู่ ณ ที่ใด" ท่านอิบนุตัยมียะฮฺ กล่าวว่า หมายถึงท่านทั้งหลายอย่าได้ปล่อยบ้านเอาไว้โดยไม่มีการละหมาด การขอดุอาอฺ และการอ่านอัลกุรอ่าน เพราะจะทำให้บ้านเป็นเหมือนกุบู้ร ท่านนบีได้ใช้ปฏิบัติอิบาดะฮฺในบ้าน และห้ามปฏิบัติอิบาดะฮฺ ณ ที่กุบู้ร เพื่อไม่ให้เหมือนการกระทำของพวก นะซอรอ และหะดีษนี้แจ้งให้ทราบว่า การกล่าวซอลาวาต และการกล่าวสลามต่อท่านร่อซูล จะถึงท่านร่อซูลไม่ว่าท่านทั้งหลายจะอยู่ใกล้ หรืออยู่ไกลจากกุบู้รของท่านร่อซูล ก็ตาม
ดังนั้นจึงไม่จำเป็นที่ท่านทั้งหลายจะต้องเจาะจงหรือกำหนดวัน หรือโอกาสเฉพาะในการกล่าวซ่อลาวาต และกล่าวสลามต่อท่านนบี ขณะเดียวกันหะดีษนี้ ก็ระบุห้ามมิให้มุ่งไปยังกุบู้รของท่านนบีเพื่อกล่าวซ่อลาวาตและกล่าวสลามกับท่าน ขณะเดียวกัน อิมามมาลิกไม่ชอบที่จะให้ชาวเมืองมะดีนะฮฺ จะเข้าไปยังกุบู้รของท่านนบี ทุกครั้งที่เขาเข้าไปยังมัสญิดนบ