ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
วัตถุประสงค์ของการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย
1. เพื่อบรรเทาภาระการเสียภาษีให้แก่ผู้รับเงินได้2. เพื่อให้รัฐบาลมีรายได้เข้าคลังอย่างสม่ำเสมอ
3. เพื่อลดแรงกดดันในการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร และลดภาระหน้าที่ในการตรวจสอบภาษีหรือการติดตามจัดเก็บภาษีในภายหลัง
หน้าที่ความรับผิดชอบของผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายและผู้มีเงินได้
1. หน้าที่ของผู้มีหน้าที่หัก ภาษี ณ ที่จ่าย1.1 ขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษี
1.2 คำนวณภาษีที่ต้องหักให้ถูกต้องครบถ้วน
1.3 ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ให้ผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายที่ได้หักไว้แล้วในปีภาษีให้แก่ผู้หักภาษี ณ ที่จ่ายสองฉบับโดยมีข้อความตรงกัน ตามกำหนดเวลา
1.4 ยื่นแบบแสดงรายการเงินได้หัก ณ ที่จ่ายและนำส่งภายในกำหนดเวลา ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายและมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายและนำส่งภายใน 7 วัน นับแต่วันที่จ่ายเงินไม่ว่าผู้จ่ายเงินจะได้หักภาษีไว้หรือไม่ ตามมาตรา 52 ซึ่งกระทรวงการคลังได้มีประกาศเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2535 ขยายกำหนดเวลาการนำส่งภาษีที่หักเป็นภายใน 7 วัน นับแต่วันสิ้นเดือนที่จ่าย แต่ไม่รวมถึงการจ่ายเงินได้พึงประเมินที่ต้องหักภาษีให้กับบุคคลและบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน นิติบุคคลในต่างประเทศ
1.5 จัดทำแบบแจ้งข้อความเกี่ยวกับเงินได้ของคนต่างด้าว ผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายของผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาซึ่งเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในประเทศไทยและมีเงินได้ที่ต้องเสียภาษี ต้องจัดทำแบบแจ้งข้อความและรายละเอียดเกี่ยวกับเงินได้ของคนต่างด้าวตามแบบที่อธิบดีกำหนด ซึ่งต้องแนบแบบแจ้งข้อความดังกล่าวพร้อมกับการยื่นแบบ ภ.ง.ด.1, ภ.ง.ด.2 หรือ ภ.ง.ด.3
1.6 จัดทำบัญชีพิเศษแสดงการหักภาษี ณ ที่จ่าย และนำส่งผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายมีหน้าที่จัดทำบัญชีพิเศษแสดงการหักภาษี ณ ที่จ่าย และนำส่งตามที่อธิบดีสรรพากรกำหนดให้หักจากบุคคลธรรมดาหรือบริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล พร้อมทั้งกรอกรายการการนำส่งภาษีเป็นประจำวัน โดยให้แยกตามใบเสร็จรับชำระภาษีอากรของกรมสรรพากรเป็นรายฉบับเรียงลำดับก่อนหลังตามวันที่มีการหักภาษี ณ ที่จ่าย หรือการนำส่งภาษี ให้แล้วเสร็จภายใน 3 วันทำการ นับแต่วันถัดจากวันที่ รายการดังกล่าวเกิดขึ้น และให้เก็บรักษาบัญชีพิเศษดังกล่าวไม่น้อยกว่า 5 ปีที่ สำนักงานที่มีการจ่ายเงินได้ พร้อมที่จะให้เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบได้ทันที
2. ความรับผิดของผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลซึ่งมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ต้องยื่นแบบแสดงรายการหักภาษีและนำส่งภาษีในกำหนดเวลา ไม่ว่าจะได้หักภาษีไว้หรือไม่ หากผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายจะต้องรับผิดตามประมวลรัษฎากรดังนี้
2.1 ความรับผิดทางแพ่ง มีรายละเอียดดังนี้
(1) ในกรณีที่ผู้จ่ายเงินไม่ได้หักภาษี ณ ที่จ่าย ผู้จ่ายและผู้มีเงินได้จะต้องรับผิดร่วมกันในจำนวนภาษีที่ต้องชำระตามจำนวนที่มิได้หักและที่มิได้นำส่ง
(2) ในกรณีที่ผู้จ่ายหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ไม่ครบถ้วน จึงนำส่งภาษีขาดไปกว่าจำนวนที่ต้องเสียให้ผู้จ่ายเงินได้และผู้มีเงินได้ร่วมรับผิดด้วยกัน
(3) ในกรณีที่ผู้จ่ายเงินหักภาษีไว้แล้ว แต่มิได้นำส่งหรือนำส่งไม่ครบจำนวนที่ถูกต้อง ให้ผู้มีเงินได้ซึ่งต้องเสียภาษีพ้นความรับผิดที่จะต้องชำระเท่าจำนวนที่ผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายได้หักไว้แล้ว และให้ผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายรับผิดชำระเงินภาษีจำนวนนั้นแต่ฝ่ายเดียว
(4) กรณีที่ผู้หักนำภาษีที่หัก ณ ที่จ่ายส่งไม่ครบ หรือขาดจำนวน หรือไม่ส่งเลย หรือล่วงเลยเวลากำหนด ผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายจะต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร ในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ไม่ครบ หรือขาด หรือไม่ส่ง หรือล่วงเลยกำหนดเวลาอีกส่วนหนึ่งอีกด้วย แต่เงินเพิ่มดังกล่าวต้องไม่เกินจำนวนภาษีที่จะต้องนำส่ง
(5) ในกรณีที่ผู้จ่ายเงินไม่ได้หักภาษี ณ ที่จ่าย แม้ต่อมาผู้เสียภาษีได้นำภาษีไปชำระแล้วก็ตาม เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจเรียกเก็บเงินภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายแต่ผู้เดียวตามมาตรา 52 และมาตรา 54 โดยไม่จำเป็นต้องเรียกเก็บจากผู้มีเงินได้ก่อนได้
2.2 ความรับผิดทางอาญา มีรายละเอียดดังนี้
(1) ผู้มีหน้าที่หักภาษี ไม่หักภาษี ณ ที่จ่าย ก็ยังต้องมีหน้าที่ยื่นรายการนำส่งภาษีตามปกติ หากไม่ยื่นรายการย่อมเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 17 และมีความผิดทางอาญาตามมาตรา 38 แห่งประมวลรัษฎากร ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท เว้นแต่จะแสดงได้ว่ามีเหตุสุดวิสัย
(2) ผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายที่หักภาษีตามประมวลรัษฎากร ซึ่งไม่จัดทำบัญชีพิเศษตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เป็นการฝ่าฝืนมาตรา 17 และมีความผิดทางอาญาตามมาตรา 38 แห่งประมวลรัษฎากร ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท
2.3 หน้าที่และความรับผิดชอบของผู้มีเงินได้ที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย มีดังนี้
(1) ผู้มีเงินได้ที่ยังไม่มีเลขประจำตัวผู้เสียภาษี ให้ยื่นคำร้องขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีภายใน 60 วัน นับแต่วันที่มีเงินได้
(2) ผู้มีเงินได้ประเภทเงินเดือน ค่าจ้าง มีหน้าที่แจ้งรายการเพื่อการหักลดหย่อนตามที่อธิบดีกำหนดต่อผู้จ่ายเงินหรือนายจ้าง เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการคำนวณหักภาษี
(3) ผู้มีเงินได้ถึงเกณฑ์ต้องยื่นแบบแสดงรายการและชำระค่าภาษี มีสิทธินำภาษีที่ถูกหักไว้มาหักออกจากภาษีที่ต้องชำระตามปกติได้ โดยแนบหนังสือ รับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายพร้อมกับยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษี
(4) ผู้มีเงินได้ที่ถูกหักภาษีไว้มากเกินกว่าจำนวนภาษีที่ต้องชำระ มีสิทธิขอคืนภาษีได้ภายในกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีประจำปี โดยกรอก ข้อความช่องขอคืนเงินภาษีในแบบแสดงรายการภาษีให้ครบถ้วน หรือทำเรื่องขอคืนภาษีภายใน 3 ปี นับแต่วันสุดท้ายของปีที่ถูกหักภาษีไว้เกิน
อนึ่งถ้าผู้เสียภาษีได้คืนเงินค่าภาษีที่ถูกหักไว้เกินนานกว่า 3 เดือน จะได้รับดอกเบี้ยอีกร้อยละ 1 ต่อเดือน จนถึงวันที่กรมสรรพากรมีหนังสือคืนเงินค่าภาษีถึงผู้เสียภาษี
(5) กรณีที่ผู้มีเงินได้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้ว แต่ไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษี เจ้าพนักงานประเมินจะประเมินภาษีที่ต้องเรียกเก็บ โดยคำนวณภาษีพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มเป็นจำนวนตามกฎหมายก่อนแล้วจึงนำภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายและนำส่งมาหักออก(6) กรณีที่ผู้จ่ายเงินหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ไม่ครบถ้วนจึงนำส่งภาษีขาดไป ให้ผู้จ่ายเงินและผู้มีเงินได้ร่วมรับผิดด้วยกัน
วิธีการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย
ตามมาตรา 50 แห่งประมวลรัษฎากร
1. กรณีการจ่ายเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 1 และ 22. กรณีการจ่ายเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 1 และ 2 ซึ่งนายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน
3. กรณีจ่ายเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 3
กรณีที่หนึ่ง ให้หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายร้อยละ 15.0
กรณีที่สอง ให้หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายร้อยละ 10.0
กรณีที่สาม ไม่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย
4. กรณีจ่ายเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 5 ได้แก่ เงินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้เนื่องจากการให้เช่าทรัพย์สินฯ และเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 6 ได้แก่ เงินได้จาก วิชาชีพอิสระที่จ่ายให้แก่ผู้รับซึ่งมิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย ให้คำนวณหักในอัตรา ร้อยละ 15.0 ของเงินได้
5. กรณีจ่ายเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 5,6,7 และ 8 แต่ไม่รวมถึงการจ่ายซื้อพืชผลทางการเกษตรและนอกจากกรณีตามที่ผู้จ่ายเป็นรัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นอื่น ซึ่งจ่ายเงินได้ให้แก่ผู้รับรายหนึ่งๆ มีจำนวนรวมทั้งสิ้นตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป แม้การจ่ายนั้นจะได้แบ่งจ่ายครั้งหนึ่งๆ ได้ถึง 10,000 บาทก็ดี ให้คำนวณหักภาษีในอัตราร้อยละ 1 ของยอดเงินได้พึงประเมิน ส่วนเงินได้ในการประกวดหรือแข่งขันให้คำนวณหักตามอัตราภาษีเงินได้
6. กรณีจ่ายเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 เฉพาะที่จ่ายให้แก่ผู้รับซึ่งขายอสังหาริมทรัพย์หรือโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์โดยไม่มี ค่าตอบแทน ให้คำนวณภาษีและนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและ นิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียน ในกรณีที่ไม่มีการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให้นำส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายใน 7 วัน นับแต่วันที่จ่ายเงินไม่ว่าตนจะได้หักภาษีไว้แล้วหรือไม่
ตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร
อธิบดีกรมสรรพากรได้มีคำสั่งที่ ท.ป. 4/2528 กำหนดให้มีการหักภาษี ณ ที่จ่ายเพิ่มเติมอีกในหลายกรณีจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ ซึ่งมีทั้งกรณีที่เป็นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย และภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่ายดังนี้1. การจ่ายเงินได้ที่มีจำนวนตามสัญญาตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไปเท่านั้นจึงจะต้องหักภาษี ที่จ่ายตามคำสั่งที่ ท.ป. 4/2528 นี้ ถ้าการจ่ายเงินได้มีจำนวนถึง 1,000 บาทแล้ว แม้การจ่ายนั้นจะได้แบ่งจ่ายครั้งหนึ่งๆ ไม่ถึง 1,000 บาท ก็ยังคงต้องหักภาษี
2. ภาษีที่หัก ณ ที่จ่ายต้องนำส่งภายใน 7 วัน นับแต่วันสิ้นเดือนที่จ่ายเงิน โดยใช้แบบ ภ.ง.ด. 3 ถ้าหักภาษี ณ ที่จ่ายจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และใช้แบบ ภ.ง.ด. 53 ถ้าหักภาษี ณ ที่จ่ายจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล
3. ให้ระงับการหักภาษี ณ ที่จ่ายพืชผลทางการเกษตร กรณีจ่ายเงินได้ให้แก่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2538 (คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 56/2538)
ภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย
ความหมายของภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่ายการหักภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่าย คือ การที่ประมวลรัษฎากรบัญญัติให้ผู้จ่ายเงินได้หักภาษีจากเงินที่จ่ายและนำส่งรัฐบาลก่อนที่จะจ่ายเงินให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น ภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ถูกหักไว้ ณ ที่จ่ายนี้ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ เมื่อถึงกำหนดเวลายื่นแบบและเสียภาษีเงินได้ นิติบุคคลครึ่งรอบระยะเวลาบัญชีหรือสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี แล้วแต่กรณี
การหักภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่ายมีอยู่ 3 กรณี ดังนี้
1. ตามมาตรา 69 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร
2. ตามมาตรา 69 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร
3. ตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร
วิธีการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย
1. ตามมาตรา 69 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร กรณีที่ส่วนราชการจ่าย เงินได้ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้มีบทกฎหมายบัญญัติให้หักภาษี ณ ที่จ่ายดังนี้1) ผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ได้แก่ รัฐบาล องค์การของรัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นอื่น
2) ผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ได้แก่ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้รับเงินได้ไม่ว่าประเภทใดจากผู้จ่ายตามข้อ 1)
3) ส่วนราชการที่จ่ายเงินได้ไม่ว่าประเภทใด จะต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1 ของยอดเงินได้พึงประเมินที่จ่าย2. ตามมาตรา 69 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน นิติบุคคลขายอสังหาริมทรัพย์มีรายละเอียดหลักเกณฑ์และวิธีการหักภาษี ณ ที่จ่าย ดังนี้
1) ผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ได้แก่ บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม คณะบุคคลซึ่งจ่ายเงินค่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งสรุปได้ว่าไม่ว่าผู้จ่ายเงินได้เป็นใครก็จะต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายกรณีนี้
2) ผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ได้แก่ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามประมวลรัษฎากรซึ่งขายอสังหาริมทรัพย์
3) ผู้จ่ายเงินค่าซื้ออสังหาริมทรัพย์จะต้องหักภาษีจากเงินที่จ่ายร้อยละ 1 ของยอดเงินได้พึงประเมินที่จ่าย ทั้งนี้ไม่ว่าจะจ่ายเงินเป็นจำนวนเงินเท่าใดก็ตาม การหักภาษี ณ ที่จ่ายหักเมื่อมีการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์
3. ตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร ให้ดูจากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย ซึ่งได้กล่าวไว้แล้ว
Tags: ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย




